posttoday
เบรกซื้อกองหุ้นไทย

เบรกซื้อกองหุ้นไทย

17 สิงหาคม 2559

บล.ฟิลลิป เบรกนักลงทุนซื้อกองหุ้นไทย ชี้แพงเกินไปแล้ว ผู้จัดการกองทุนทยอยขายหุ้นแพงเก็บกำไร “ทิสโก้” เชื่อเสี่ยงปรับฐานมากขึ้น

บล.ฟิลลิป เบรกนักลงทุนซื้อกองหุ้นไทย ชี้แพงเกินไปแล้ว ผู้จัดการกองทุนทยอยขายหุ้นแพงเก็บกำไร “ทิสโก้” เชื่อเสี่ยงปรับฐานมากขึ้น

นายสานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล นักวิเคราะห์กองทุนรวม บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยยังอาจปรับขึ้นได้อีกเล็กน้อย หากรายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐที่จะออกมาวันที่ 17 ส.ค.นี้ แสดงแนวโน้มว่าจะขึ้นดอกเบี้ยได้ช้ากว่าคาด

“แนะนำว่าอย่าเพิ่งรีบขายกองทุนหุ้นไทย แต่ไม่แนะนำลงทุนเพิ่มเนื่องจากราคาค่อนข้างแพงแล้ว” นายสานุพงศ์ กล่าว

ขณะที่ผู้จัดการกองทุน บลจ.แห่งหนึ่ง กล่าวว่า หลังจากตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นมาประมาณ 20% นับจากต้นปี ผู้จัดการกองทุนได้เลือกขายหุ้นที่ราคาปรับตัวขึ้นมาสูงเกินพื้นฐานออกไปบ้างแล้ว เพื่อนำเงินไปลงทุนในหุ้นที่มีราคายังไม่แพงเมื่อเทียบกับมูลค่าที่แท้จริง

“ปกติกองทุนจะไม่ค่อยขายหุ้น หากไม่มีนักลงทุนมาไถ่ถอนหน่วยลงทุน หรือมองแนวโน้มตลาดไม่ค่อยดีก็จะลดสัดส่วนการถือหุ้นลงและถือเงินสดเพิ่ม แต่ปีนี้หุ้นไทยขึ้นแรงจากเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้า ทำให้หุ้นหลายตัวราคาแพงและบางตัวขึ้นมาเร็วมาก จึงต้องปรับพอร์ตลงทุนให้เหมาะสม เพราะหุ้นบางตัวมีน้ำหนักสูงกว่าหุ้นตัวอื่นๆ มาก” ผู้จัดการกองทุนรายนี้ กล่าว

ด้าน นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกมีความเสี่ยงที่จะปรับฐาน
มากขึ้นเรื่อยๆ ใน 1-2 เดือนนี้ เนื่องจากอัตราผลตอบแทนจากพันธบัตรเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้น จึงกดดันมูลค่าหุ้นในหลายตลาดที่ค่อนข้างแพงแล้ว เช่น ตลาดหุ้นไทยที่ซื้อขายที่ระดับราคาต่อกำไร (พี/อี) ล่วงหน้า 15.4 เท่า จึงแนะนำทยอยขาย

“ตั้งแต่ปลายเดือน ก.ค. ผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกเริ่มพลิกกลับมาเป็นขาขึ้น นำโดยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของญี่ปุ่น หลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่นสร้างความผิดหวังต่อตลาดด้วยการคงนโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ 0.1% ซึ่งผิดจากการคาดการณ์ของตลาดว่าจะลดดอกเบี้ยลงเป็นติดลบ 0.2%” นายคมศร กล่าว

ขณะที่สหรัฐรายงานการจ้างงานว่า การจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นมากกว่าคาดเป็นอย่างมากในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา และทำให้ตลาดประเมินโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐภายในปีนี้เพิ่มขึ้นจากต่ำกว่า 40% เป็นเกือบ 50% ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ นายคมศร กล่าวอีกว่า ในช่วงที่เหลือของปีนี้ตลาดหุ้นทั่วโลกยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงอีกหลายอย่าง เช่น การทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญของอิตาลี ในช่วงปลายเดือน ต.ค.ซึ่งหากไม่ผ่านความเห็นชอบจากประชาชน อาจจุดชนวนให้เกิดการล้มรัฐบาล และเปิดโอกาสให้พรรค M5S ที่มีนโยบายต่อต้านสหภาพยุโรปชนะการเลือกตั้ง และการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ในวันที่ 8 พ.ย. ซึ่งอาจเพิ่มความไม่แน่นอนทางการเมืองอีก

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน