
ทิสโก้ดันสำรองเลี้ยงชีพโต13%ปี’54
โพสต์ทูเดย์
— กองทุนสำรองเลี้ยงชีพทิสโก้ ครึ่งปีโต 10% หวังปีหน้าขยับอีก 13% ชูจุดขายกองทุนหลากนโยบายลงทุนฮอต ครบปีขนาดใหญ่ 2.5 หมื่นล้านน.ส.อารยา ธีระโกเมน กรรมการอำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ เปิดเผยว่า ธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัท 6 เดือนแรกปีนี้มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ 7.7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 7.04 หมื่นล้านบาท ซึ่งสูงกว่าอุตสาหกรรมที่เติบโต 5% มีสินทรัพย์รวม 5.4 แสนล้านบาท
“
สิ้นปีนี้เราตั้งเป้าสินทรัพย์แตะ 8 หมื่นล้านบาท และปีหน้าตั้งเป้าโตไว้ 13% หรือแตะ 9 หมื่นล้านบาท จากปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดอันดับ 2 อยู่ที่ 14% ซึ่งบริษัทจะพยายามรักษาอันดับให้อยู่ระดับต้นๆ รวมทั้งรักษาแชมป์ที่ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทนายจ้างสูงที่สุดในระบบ โดยมีจำนวน 2,570 บริษัท คิดเป็น 1 ใน 4 จากบริษัทในประเทศไทยที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว 10,760 บริษัท” น.ส.อารยา กล่าวสำหรับแผนดำเนินธุรกิจของบริษัทยังเน้นจุดเด่นของการบริหารจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแบบหลายนโยบาย หรือ Master Fund ซึ่งมี 5 นโยบายลงทุนตั้งแต่เสี่ยงต่ำไปจนถึงเสี่ยงสูง จากปัจจุบันที่บริษัทเปิดตัวกองทุนครบ 1 ปี มีขนาดใหญ่กว่า 2.5 หมื่นล้านบาท บริษัทเข้าร่วม 590 บริษัท และเป็นบริษัทใหม่ 20 แห่งในปีนี้
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มฟื้นตัว เชื่อว่าจะทำให้ผลดำเนินงานของบริษัทเอกชนดีขึ้น เป็นโอกาสที่บริษัทจะเข้าไปเสนอจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยตั้งเป้าปี 2554 จะมีบริษัทนายจ้างเข้าร่วมใน Master Pooled Fund ไม่ต่ำกว่า 300 บริษัท
ในส่วนของผลดำเนินงานแต่ละกองทุนแตกต่างกันไปขึ้นกับสัดส่วนลงทุนในหุ้น หากลงทุนหุ้น 10%ผลตอบแทน 1.2% หากลงทุนหุ้น 100% อยู่ที่ 12%
ทั้งนี้ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัท แบ่งเป็นกองทุนร่วมทุน (Pooled Fund) 35,000 ล้านบาท หรือสัดส่วน 46% กองทุนเดี่ยว/กลุ่มรัฐวิสาหกิจ 15,875 ล้านบาท สัดส่วน 20% และกองทุนเดี่ยว/กลุ่มบริษัทเอกชน 26,046 ล้านบาทคิดเป็นสัดส่วน 34% โดยส่วนใหญ่ยังเน้นนโยบายการลงทุนผสมแบบจำกัดขอบเขตกว่า 62% ส่วนที่เหลือเป็นนโยบายการลงทุนในตราสารหนี้และตราสารหนี้มั่นคง ส่วนน้อยที่เลือกนโยบายการลงทุนในหุ้น
สำหรับ TISCO Master Pooled Fund จะมีนโยบายการลงทุน 5 รูปแบบ คือ นโยบายตราสารหนี้ระยะสั้น ตรราสารหนี้มั่นคง ตราสารหนี้ นโยบายผสมหุ้นไม่เกิน 20% โดยสามารถลงทุนในต่างประเทศได้ไม่เกิน 5% และนโยบายหุ้นในประเทศ นอกจากจะเป็นการลงทุนโดยตรงแล้ว ลูกค้าไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อนเหมือนการลงทุนแบบ Fund of fund
“ผลการดำเนินงานของกองทุนแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสัดส่วนการลงทุน เพราะเรามีการลงทุนในหุ้นในสัดส่วนตั้งแต่ 10100% หรือเฉลี่ยส่วนใหญ่จะลงทุนหุ้นในสัดส่วน 20% ซึ่งการลงทุนในหุ้น 100% ของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็ไม่เหมือนกับกองทุนรวม เนื่องจากลูกค้าจะรับไม่ได้หากเกิดการขาดทุน โดยผลตอบแทนต่ำสุดจะอยู่ที่ 1.2% และ 12% สำหรับกองที่มีนโยบายหุ้น 100%”นางสาวอารยา กล่าวน.ส.ภาวิณี องค์วาสิฏฐ์ หัวหน้าธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ บลจ.ทิสโก้ กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีหุ้นใน 12 เดือนจากนี้ไม่น่าหลุด 800 จุด เนื่องจากเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศฟื้นตัว จึงมองดัชนีสิ้นปีนี้ที่ 900 จุด และในปีหน้า 1,000 จุด
“
ต่างชาติยังไม่ได้เข้ามาซื้อหุ้นไทยมากนัก หากกลับมาก็หนุนดัชนีไปต่อได้ จึงแนะนำนักลงทุนควรมีหุ้นในพอร์ต โดยหุ้นที่น่าสนใจยังเป็นกลุ่มขนาดใหญ่ เช่น ธนาคาร สื่อสาร พลังงาน หุ้นขนาดเล็ก เช่น อาหารและอุปโภค ส่วนปีหน้ามองหุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้าง” น.ส.ภาวิณี กล่าว “สิ้นปีนี้เราคาดว่าดัชนีน่าจะขึ้นไปถึง 900 จุดและปีหน้าที่ 1,000 จุด โดยมองว่าเป็นการปรับขึ้นจากนักลงทุนไทยเอง เนื่องจากหุ้นที่ระดับปัจจุบัน 860 จุดก็ไม่เห็นว่าเป็นนักลงทุนต่างชาติ แต่ถ้าต่อไปจากแนวโน้มว่าเศรษฐกิจโลกปรับตัวดีขึ้น ต่างชาติจะหันไปลงทุนในหุ้นมากข้น ก็จะเป็นโอกาสที่จะเข้ามาลงทุนในหุ้นไทยด้วย เพราะหุ้นบ้านเราก็ยังถือว่าถูกและมีปัจจัยการเติบโตที่แข็งแกร่ง”นางสาวภาวิณี กล่าว






