
กสิกรห่วงบาทแข็ง กดจีดีพีโตไม่ถึง3%
เมื่อต้นปีที่ผ่านมา มุมมองค่าเงินบาทปีนี้ นักเศรษฐศาสตร์จะฟันธงว่ามีทิศทางอ่อนค่าอย่างชัดเจน ส่วนใหญ่ประเมินค่าเงินบาทสิ้นปีไว้ที่ 37-38 บาท/เหรียญสหรัฐ
เมื่อต้นปีที่ผ่านมา มุมมองค่าเงินบาทปีนี้ นักเศรษฐศาสตร์จะฟันธงว่ามีทิศทางอ่อนค่าอย่างชัดเจน ส่วนใหญ่ประเมินค่าเงินบาทสิ้นปีไว้ที่ 37-38 บาท/เหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจโลกที่ไม่ฟื้นตัวอย่างที่คาดไว้ จนธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไม่ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามตลาดคาดการณ์ไว้ ประกอบกับผลการลงประชามติให้อังกฤษออกจากสหภาพยุโรป หรือ เบร็กซิต ทำให้การเคลื่อนย้ายของเงินทุนจากต่างประเทศผันผวนมากขึ้น และกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ รวมทั้งประเทศไทย ยังเป็นแหล่งที่นักลงทุนต่างประเทศนำเงินเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ต่อเนื่อง
สภาพตลาดเงินที่เปลี่ยนไปทำให้นักเศรษฐศาสตร์ไทยทยอยปรับมุมมองค่าเงินบาทสิ้นปีเป็นทยอยแข็งค่าขึ้นจาก 38 บาท เป็น 37 บาท กระทั่งล่าสุดประมาณการจากหลายสำนักมาแตะที่ 36 บาท/เหรียญสหรัฐ โดยค่าเงินบาทตั้งแต่ต้นปีเริ่มปรับแข็งค่าขึ้นทีละน้อย จนเมื่อวันที่ 11 ส.ค. ค่าเงินบาทอยู่ที่ 34.96 บาท/เหรียญสหรัฐ
กอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารได้ปรับประมาณการค่าเงินบาทสิ้นปี 2559 จาก 36.20 บาท/เหรียญสหรัฐ เป็น 35.50 บาท/เหรียญสหรัฐ และปี 2560 ประมาณการที่ 36 บาท/เหรียญสหรัฐ หลังตลาดประเมินความเป็นไปได้เฟดขึ้นดอกเบี้ยปีนี้เหลือเพียง 44% เท่านั้น ประกอบกับปัจจัยเบร็กซิตที่เงินไหลออกจากอังกฤษและยุโรป ทำให้นักลงทุนต่างชาตินำเงินกลับเข้ามาลงทุนในตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย รวมทั้งไทยด้วย
“ขณะนี้ยังมีเงินทุนไหลเข้ามาในตลาดเอเชียมากขึ้น ซึ่งเป็นผลจากแนวโน้มเฟดอาจจะชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ออกไป จึงทำให้นักลงทุนนำเงินกลับเข้ามาลงทุนในตลาดกลุ่มประเทศเกิดใหม่” กอบสิทธิ์ กล่าว
ทั้งนี้ เป้าหมายเงินทุนไหลเข้าในภูมิภาคเอเชีย นำโดยเกาหลีใต้ที่เงินไหลเข้าจนค่าเงินวอนแข็งค่าที่สุดมากกว่า 4% ตั้งแต่ต้นปี แต่คาดว่าเป็นการไหลเข้าระยะสั้นเพื่อสะสมกำไร เมื่อได้ในระดับหนึ่งเงินจะไหลออกไปลงทุนตลาดเกิดใหม่ประเทศอื่นต่อไป สถานการณ์นี้กดดันให้ค่าเงินเอเชียแข็งค่า รวมทั้งค่าเงินบาทที่แข็งค่าเพียงระยะสั้น
“ตอนนี้เหมือนตลาดถูกสะกดจิตว่าเฟดเตรียมขึ้นดอกเบี้ย แต่ก็ไม่ขึ้นเสียที ซึ่งเฟดต้องขึ้นดอกเบี้ย แต่มีข้อแม้จากความเป็นห่วงผู้นำเข้าถูกผลกระทบจากค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่า เฟดจึงลังเลไม่อยากส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะขึ้นดอกเบี้ย เพียงแต่บอกว่าอาจต้องใช้เวลามากขึ้นที่ดอกเบี้ยจะไปสู่เป้าหมายที่ 3%” กอบสิทธิ์ กล่าว
ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน เงินทุนต่างชาติไหลเข้ามายังตลาดหุ้นไทยประมาณ 9.6 หมื่นล้านบาท และไหลเข้าตลาดพันธบัตรประมาณ 7 แสนล้านบาท แต่เริ่มเห็นทิศทางการที่ผู้ลงทุนในตลาดพันธบัตรระยะยาวเริ่มไหลเข้าในตลาดพันธบัตรระยะสั้นมากขึ้น หวังผลพลอยได้จากอัตราแลกเปลี่ยน
อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทย เพราะแม้ไทยจะเริ่มฟื้นตัวได้ แต่ยังต่ำกว่าประเทศตลาดเกิดใหม่โดยรวม การอ่อนค่าของค่าเงินบาทจึงยังเป็นสิ่งจำเป็นต่อเศรษฐกิจ รวมทั้งยังมีการส่งสัญญาณจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ถึง 2 ครั้ง ถึงความกังวลปัจจัยค่าเงินบาทแข็งค่าเป็นตัวกดดันการฟื้นตัว โดยคาดว่า กนง.จะคงดอกเบี้ยที่ระดับ 1.5% ไปถึงสิ้นปีนี้
กอบสิทธิ์ กล่าวว่า ธนาคารยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้โต 3% ส่วนความเป็นไปได้ที่จะปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีคงมีน้อย เมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่จะปรับอัตราขยายตัวลงจะมีมากกว่า โดยต้องติดตามตัวเลขการส่งออก การบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชน ในไตรมาส 3 ก่อนว่าจะออกมาเป็นเช่นไร แต่หากจะมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจน่าจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้
ขณะที่ปัจจัยประชามติทำให้ความชัดเจนเพิ่มขึ้น เป็นผลดีต่อประเทศทั้งในแง่ความต่อเนื่องการใช้จ่ายภาครัฐ รวมทั้งหนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุนแต่ยังต้องใช้เวลา







