posttoday
นักลงทุนหนีดอกเบี้ยต่ำ

นักลงทุนหนีดอกเบี้ยต่ำ

09 สิงหาคม 2559

นักลงทุนไม่ทนดอกเบี้ยต่ำ เงินทะลักกองตราสารหนี้ผลตอบแทนดี บัวหลวงออกจากถ้ำลงทุนไฮยิล์บอนด์ ซีไอเอ็มบีฯ เพิ่มทุน “สตราทีจิค อินคัม”

นักลงทุนไม่ทนดอกเบี้ยต่ำ เงินทะลักกองตราสารหนี้ผลตอบแทนดี บัวหลวงออกจากถ้ำลงทุนไฮยิล์บอนด์ ซีไอเอ็มบีฯ เพิ่มทุน “สตราทีจิค อินคัม”

นายพีรพงศ์ จิระเสวีจินดา กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง เปิดเผยว่า หลังจากกองทุนตราสารหนี้ประเภทเทอมฟันด์ให้ผลตอบแทนต่ำกว่า 2% ทำให้มีเงินทุนไหลเข้ามาในกองทุนบัวหลวงตราสารหนี้ (BFIXED) ซึ่งเป็นกองทุนเปิดที่ให้ผลตอบแทนประมาณ 3% ทำให้มูลค่าสินทรัพย์สุทธิเพิ่มเป็น 8.3 แสนล้านบาท

“ปีนี้คาดว่ากองทุนนี้จะให้ผลตอบแทนไม่เกิน 1.7% เพราะฉะนั้นจึงไม่ตอบโจทย์นักลงทุนอีกแล้ว ต้องออกไปตามล่าหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น เหมือนในยุคหินที่พ่อบ้านต้องยอมเสี่ยงออกจากถ้ำไปล่าสัตว์มาให้ครอบครัว” นายพีรพงศ์ กล่าว

บลจ.บัวหลวง จึงออกกองทุนบัวหลวงไฮยิลด์ (B-HY) ที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ที่อันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าระดับน่าลงทุน หรือต่ำกว่า BB บวก ในสหรัฐ ผ่านกองทุน AXA World Funds-US High Yield Bonds USD

“ที่ผ่านมา บลจ.บัวหลวง มีแต่การลงทุนในตราสารหนี้ระดับน่าลงทุน แต่คำว่า Non-Investment Grade ที่แปลว่าไม่น่าลงทุน จริงๆ แล้วน่าลงทุนมาก เพราะมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ซึ่งคาดว่าจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 5-6% ต่อปี โดยคัดเลือกบริษัทที่จะเข้าไปลงทุน ทำให้โอกาสที่จะผิดนัดชำระหนี้ต่ำและมีการ
กระจายการลงทุนบริษัทละไม่เกิน 1.5% ของพอร์ต” นายพีรพงศ์ กล่าว

ทั้งนี้ กองทุนบัวหลวงไฮยิลด์จะเปิดขายครั้งแรกระหว่างวันที่ 16-23 ส.ค. 2559 โดยแบ่งเป็น 2 กองทุน ได้แก่ กองทุนเปิดบัวหลวงไฮยิลด์ (เฮดจ์ 75) ที่ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนไม่น้อยกว่า 75% ของเงินลงทุนในต่างประเทศ และกองทุนเปิดบัวหลวงไฮยิลด์ (อันเฮดจ์) ไม่ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน โดยลงทุนขั้นต่ำ 5.1 แสนบาท

“ในช่วงแรกน่าจะขายได้ประมาณ 3,000 ล้านบาท แต่หลังจากนี้ถ้านักลงทุนเข้าใจและยอมรับ เชื่อว่าจะมีเงินเข้ามาเป็นหมื่นล้านบาทได้สบายๆ โดยส่วนหนึ่งจะเป็นเงินที่โยกมาจากกอง BFIXED” นายพีรพงศ์ กล่าว

นายพีรพงศ์ กล่าวถึงภาวะตลาดหุ้นไทยหลังจากการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ ว่าจะทำให้นักลงทุนต่างประเทศและนักลงทุนสถาบันมีความเชื่อมั่นมากขึ้น และทำให้ยังมีเงินทุนไหลเข้ามาต่อเนื่อง จากช่วง 7 เดือนแรกที่นักลงทุนต่างชาติมีสถานะซื้อสุทธิแล้วกว่า 8 หมื่นล้านบาท

“เรายังมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว โดย บลจ.บัวหลวง ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มเป็น 3.1-3.2% จากเดิมที่คาดไว้ 2.8-2.9% และจะส่งผลให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนปรับเพิ่มขึ้น และที่ดัชนีประมาณ 1,500 จุด และระดับราคาต่อกำไร (พี/อี) ประมาณ 15-16 เท่า เป็นระดับที่ใกล้เคียงกับตลาดหุ้นเพื่อบ้านทั้งฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ขณะที่อัตราการจ่ายปันผลเฉลี่ยที่ประมาณ 3% ต่อปี” นายพีรพงศ์ กล่าว

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนของ บลจ.บัวหลวง จะเน้นการคัดเลือกหุ้นรายตัว โดยหุ้นกลุ่มที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก เนื่องจากการบริโภคภายในประเทศเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้นและกลุ่มวัสดุก่อสร้าง ซึ่งมีปัจจัยบวกจากโครงการลงทุนภาครัฐที่เริ่มทยอยดำเนินการ

ด้าน นายจุมพล สายมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล กล่าวว่า กองทุนเปิดซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิลสตราทีจิค อินคัม ฟันด์ (CIMB-PRINCIPAL SIF) ได้รับอนุมัติการเพิ่มทุนเป็น 1 หมื่นล้านบาท เนื่องจากกองทุนเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ที่จัดตั้งเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

“จุดเด่นของกองทุนนี้ คือ ลงทุนตราสารหนี้ผสมกับกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ หรือทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (รีท) โดยคาดว่าจะได้ผลตอบแทนประมาณ 3.5-4.5% ต่อปีซึ่งตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากเงินเพียงอย่างเดียวในระดับความเสี่ยงที่ไม่สูงนัก” นายจุมพล กล่าว

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ