
ต่อยอด‘ไทยโฮเรก้า’บุกบีทูซี
สมาคมภัตตาคารไทยดึงร้านอาหารแต่ละจังหวัดดันเว็บไซต์ไทยโฮเรก้าศูนย์กลางขายบัตรทานอาหาร
สมาคมภัตตาคารไทยดึงร้านอาหารแต่ละจังหวัดดันเว็บไซต์ไทยโฮเรก้าศูนย์กลางขายบัตรทานอาหาร
นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้จัดทำเว็บไซต์สมาคมภัตตาคารไทย Thaihoreca.com เพื่อเป็นช่องทางการเจรจาซื้อขายระหว่างผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการ (บีทูบี) คือให้เจ้าของร้านและผู้ประกอบการวัตถุดิบร้านอาหารได้พูดคุยกัน อย่างไรก็ตามหลังจากนี้เตรียมต่อยอดเว็บไซต์นี้ไปสู่การเป็นช่องทางซื้อขายระหว่าง
ผู้ประกอบการและผู้บริโภค (บีทูซี) ด้วย
ทั้งนี้ สมาคมอยู่ระหว่างรวบรวมร้านอาหารที่จะเป็นตัวแทนในแต่ละอำเภอของจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ที่มีคุณภาพเพื่อมานำเสนอบนเว็บไซต์นี้ ซึ่งในอนาคตจะเปิดให้ผู้บริโภคเข้ามาซื้อบัตรกำนัลผ่านเว็บไซต์ โดยสามารถนำไปใช้ได้กับทุกร้านอาหารทั่วประเทศ
สำหรับจังหวัดที่มีร้านอาหารเข้าร่วมค่อนข้างครอบคลุมทุกอำเภอแล้วล่าสุดคือ จ.กาญจนบุรี เพชรบุรี ส่วนเดือน ก.ย.นี้จะเดินทางไปยังหาดใหญ่ เพื่อคัดเลือกร้านอาหารในหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาเพิ่มเติม โดยคาดว่าจะเริ่มเปิดตัวเว็บไซต์ Thaihoreca.com เพื่อเป็นเว็บไซต์ที่ให้ผู้บริโภคเข้ามาซื้อบัตรกำนัลไปรับประทานร้านอาหารที่เข้าร่วมได้ภายในเดือน ต.ค.นี้
ขณะที่แผนงานด้านการจับคู่ธุรกิจระหว่างร้านอาหารและผู้ประกอบการส่วนเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจร้านอาหาร (ซัพพลายเออร์) ปีนี้จัดงานจับคู่ธุรกิจไปแล้วครั้งแรกที่รัฐสภา ซึ่งประสบความสำเร็จดี แม้จะมีซัพพลายเออร์เข้าร่วมแค่ 20 ราย ส่วนครั้งที่ 2 จะจัดขึ้นภายใต้ชื่องานเรสเทอรองต์ โซไซตี้ วันที่ 24 ส.ค.นี้ ที่เดอะสตรีท รัชดา เวลา 10.00-18.00 น. โดยมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สนับสนุนการจัดงาน ภายในงานจะมีซัพพลายเออร์สินค้าเกษตรอินทรีย์ เช่น ฟาร์มจาก จ.กาญจนบุรี มีซัพพลายเออร์ที่ใช้นวัตกรรมจัดการร้านอาหารมาออกงานรวมกว่า 50 ราย
“งานครั้งนี้จะแบ่งเป็น 3 ช่วง ช่วงเช้าจะให้เจ้าของร้านอาหารที่สนใจสินค้าเกษตรอินทรีย์ เจรจาทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับฟาร์มสินค้าเกษตร จากนั้นช่วงบ่ายจะนำเสนอนวัตกรรมการจัดการร้านอาหาร ส่วนช่วงเย็นจะเป็นการเสวนาเกี่ยวกับการจัดการร้านอาหาร เพื่อรับทราบถึงปัญหาที่ร้านอาหารต่างๆ ประสบและแนวโน้มเกี่ยวกับร้านอาหารที่มาแรง” นางฐนิวรรณ กล่าว
นอกจากนี้ ได้เตรียมต่อยอดการจัดงานจับคู่ธุรกิจระหว่างร้านอาหารและซัพพลายเออร์ เช่น ฟาร์มเกษตร เครื่องปรุง ไปจนถึงผู้ให้บริการระบบไอทีสำหรับบริหารจัดการร้านอาหารไปยังหัวเมืองสำคัญในต่างจังหวัดในปีหน้า โดยมองไว้ว่าจะจัดที่ จ.เพชรบุรี หาดใหญ่ ภูเก็ต เชียงใหม่ หรือเชียงราย เพื่อตอบสนองความต้องการของร้านอาหารจำนวนมากที่ขณะนี้ต้องการปรับตัวให้สอดคล้องกับความต้องการผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพมากขึ้น รวมทั้งเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทกับการใช้ชีวิตมากขึ้น
“ร้านอาหารไหนนำเสนออาหารที่ปรุงจากวัตถุดิบปลอดสารเคมี เป็นเกษตรอินทรีย์ จะเป็นจุดเด่นที่ทำให้คนรับประทานอาหารเลือก”
นางฐนิวรรณ กล่าวอีกว่า ภาพรวมหลังจากที่มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือสานพลังประชารัฐส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยผ่านโครงการอเมซิ่ง ไทย เทสต์ ส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวบริโภคอาหารไทย ข้าวไทยและผลไม้ไทยมากขึ้น ก็ช่วยสร้างความตื่นตัวให้กับธุรกิจร้านอาหารไทยทั่วประเทศในการนำเสนอเมนูอาหารไทยที่หลากหลายให้นักท่องเที่ยวมากขึ้น เนื่องจากโครงการนี้ทำให้นักท่องเที่ยวรู้จักกับอาหารไทยมากกว่าที่เคยรู้จักมาก่อน
การที่สมาคมนำร้านอาหารที่เป็นสมาชิกได้พบปะกับผู้ขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ของแต่ละจังหวัดแต่ละพื้นที่ที่เป็นต้นทางสำคัญของวัตถุดิบนั้นๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ต้องการส่งเสริมให้ร้านอาหารไทยได้ใช้วัตถุดิบที่ดีเพื่อปรุงอาหารที่ดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค เช่น หาน้ำตาลมะพร้าวที่ดีจาก จ.กาญจนบุรี มาตำส้มตำ เป็นต้น







