posttoday
ผู้ประกอบการสายพันธุ์ใหม่ และแบบแผนการเรียนใหม่ที่ไทยต้องการ

ผู้ประกอบการสายพันธุ์ใหม่ และแบบแผนการเรียนใหม่ที่ไทยต้องการ

08 สิงหาคม 2559

ประเทศไทยได้ยอมรับและนำเอาแนวความคิดเรื่องผู้ประกอบการ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดย่อม หรือ SME มาเป็นระยะเวลานานพอสมควรแล้ว นับแต่มีการยกเอาเรื่องของความสำคัญ การส่งเสริมสนับสนุน การผลักดัน เพื่อให้ SME มีความเข้มแข็ง เพื่อเป้าหมายท้ายสุดคือเศรษฐกิจมีการเติบโต มีการกระจายผลประโยชน์ไปทุกหมู่ ทุกกลุ่ม อย่างทั่วถึงเป็นธรรมเท่าที่จะทำได้

ประเทศไทยได้ยอมรับและนำเอาแนวความคิดเรื่องผู้ประกอบการ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดย่อม หรือ SME มาเป็นระยะเวลานานพอสมควรแล้ว นับแต่มีการยกเอาเรื่องของความสำคัญ การส่งเสริมสนับสนุน การผลักดัน เพื่อให้ SME มีความเข้มแข็ง เพื่อเป้าหมายท้ายสุดคือเศรษฐกิจมีการเติบโต มีการกระจายผลประโยชน์ไปทุกหมู่ ทุกกลุ่ม อย่างทั่วถึงเป็นธรรมเท่าที่จะทำได้

หากแต่โลกในวันนี้กับความตั้งใจในวันนั้นอาจมีความไม่เหมือนกันเช่น

1.เกิดสิ่งที่เรียกว่ากำลังซื้อและความมั่งคั่งทั่วทุกแห่งที่ลดลง อำนาจซื้อในหลายประเทศลดลง

2.เกิดสิ่งที่เรียกว่า “รวยกระจุก จนกระจาย” มีความเหลื่อมล้ำมากขึ้น

3.เทคโนโลยีมีการพัฒนาแบบก้าวกระโดดแบบมากมายก่ายกอง วันนี้ใช้เพียงโทรศัพท์มือถือก็สามารถจะทำในสิ่งที่ไม่กี่ปีก่อนยังทำไม่ได้ 4.เกิดสิ่งที่เรียกว่า สังคมคนสูงวัย แก่ง่ายตายยาก มีคนแก่เยอะในทุกแห่งแต่คนหนุ่มสาวที่จะมีรายได้มาเสียภาษี เพื่อเอามาเป็นสวัสดิการน้อยลงไปทุกๆ ปี

5.วิธีการทำมาหากินก็เปลี่ยนไป ค้าขายก็ต้องทำแบบใหม่ๆ ไม่โดน ไม่ฟิน ไม่เตะตาต้องใจ ไม่มีเปลือกของรสนิยมก็ขายไม่ค่อยจะได้

ผู้ประกอบการรูปแบบใหม่จึงต้องถูกสร้างและออกแบบมาใหม่เพื่อตอบโจทย์ ประเทศไทยเราต้องการคนหนุ่มที่กล้ากระโดดร่มจากที่สูงโดยไม่มีร่มชูชีพ และในระหว่างที่ร่วงลงมาก็ต้องคิดหาทางสร้างร่มชูชีพ พร้อมไปกับความเร็วที่หล่นลงมา หรือไม่งั้นคือตอนร่วงลงมา จะมีทางออกไหน อย่างไร หรือวิธีการใดที่จะร่วงลงมาถึงพื้นอย่างปลอดภัยในสายตาคนที่หวาดเสียว จนท้ายสุดได้รับทั้งเงินทั้งกล่อง...ใครจะทำแบบนี้ได้บ้างล่ะในเวลานี้

รองนายกเศรษฐกิจกล่าวไว้น่าฟังมากๆ เมื่อไม่กี่วันนี้ว่า ...ผู้ประกอบการแบบใหม่ที่เรียกว่า Start Up หรือสตาร์ทอัพ ก็คือการสร้างคนรุ่นใหม่ให้กับประเทศ เราต้องคิดว่าเมื่อมีดิจิทัลแล้วมีผลอะไร
กับประชาชน ชาวบ้าน ธุรกิจ เศรษฐกิจ การเงิน การอุตสาหกรรม การค้าการขายอย่างไร

เราต้องมองมุมบวกเท่านั้น โดยนำเทคโนโลยีมาทำสิ่งที่มีคุณค่า สิ่งที่มีมูลค่าเพิ่ม (ผู้เขียน : ไม่ใช่มีแต่ขายข้าว ขายยาง ขายมัน หรือจนบัดนี้ก็ขายยาง ขายมัน ขายข้าว วนกันอยู่อย่างนี้ไม่ไปถึงไหน อายลูกหลานจริงๆ) ประเทศไทยคนจนเยอะมาก การจะทำให้เกิดโอกาสของความเท่าเทียมกัน คือการให้การศึกษาให้ข้อมูลและส่งผ่านความรู้

ชุมชนคือหัวใจ เราต้องนำดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตประชารัฐไปให้ เข้าไปให้ถึงให้ได้ เพราะข้อมูล ความรู้ ความจริง มันมาทางนี้ เราทำไปเพื่ออะไร ก็เพื่อการค้าขายผ่านระบบอี-คอมเมิร์ซไปทั่วโลก ติดป้ายให้ใหญ่ บอกให้รู้ ตัวอย่างเช่น จ.เชียงใหม่ มีครบ ทั้งการเกษตร ท่องเที่ยว การให้บริการที่ใหญ่มาก ศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ยาวนาน สวยงามไม่มีใครเทียบ มีพร้อมหมด โอกาสทำธุรกิจสูงมากๆ ที่สำคัญต่างชาติชอบเมืองเชียงใหม่ ชอบสังคมชุมชนแบบเชียงใหม่ ชอบวัฒนธรรมล้านนา อย่าไปปิดตัวเอง เปิดวิธีคิดให้มีความสำคัญสำหรับต่างชาติ เราต้องยืนอยู่บนขาตัวเอง “...ทำให้ยักษ์ใหญ่คิดว่าหากคุณลืมผมคุณจะเสียใจ ปัจจุบันนี้ไม่ว่าอินเดีย จีน ญี่ปุ่น รู้ว่าไทยมีความสำคัญ...”

ฉะนั้น เราต้องทำตัวให้มีความหมายและน่านับถือจากชาวโลก อย่าทำร้ายตัวเอง เพราะเรามีดี มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เพื่อก้าวสู่ ไทยแลนด์ ไรส์ (Thailand Rise)” นายสมคิด กล่าว

จากงานเสวนาวิชาการเรื่อง “Start Up Thailand 4.0 เตรียมความพร้อมขับเคลื่อนองค์กรด้วยนวัตกรรม” จัดโดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา วิทยากรท่านหนึ่งกล่าวไว้น่าฟังมาก ซึ่งสามารถเชื่อมโยงมายังพัฒนาบุคลากรและนวัตกรรมการเรียนรู้ อันเป็นจุดอ่อนที่สำคัญที่สุด ท่านกล่าวว่า ประเทศไทยจะก้าวสู่ยุค 4.0 ได้ ต้องมีการพัฒนาระบบการจัดการคน การจะสร้างคนเพื่อสร้างนวัตกรรมได้ต้องเริ่มจาก

1.การมีระบบการจัดการคน เพื่อตอบโจทย์เรื่องการสร้างคนเพื่อสร้างนวัตกรรมได้ต้องเริ่มจากการมีระบบการศึกษาที่ดีและมีความเข้มแข็ง

2.จะทำเรื่องตามข้อ 1 ได้ต้องกลับไปมองภาคการศึกษาของไทยว่า ครูผู้สอน หลักสูตรมีส่วนสร้างให้เด็กเกิดการเปลี่ยนแปลงและผลิตนวัตกรรมได้หรือไม่

3.เวลานี้ ตอนนี้ เด็กไทยของเรา ของประเทศเราใช้ชีวิตเรื่อยๆ ไม่ได้มองว่าประเทศกำลังวิกฤตเศรษฐกิจ ขณะที่ประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย จะทำให้ประชาชนตื่นตัวรับมือกับวิกฤตต่างๆ และมีระบบการศึกษาที่สร้างให้คนมีนวัตกรรม

4.หลักสูตรที่มหาวิทยาลัยสอนกันมากมายในเวลานี้เป็นหลักสูตรที่ผลิตคนที่ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงยุคสมัยของโลกและไม่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม คนที่ขับเคลื่อนต้องเปิดกว้างทางความคิด และให้สถานประกอบการจริงได้เข้ามามีส่วนร่วมในระบบการศึกษา จัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุน และที่สำคัญที่สุดต้องพัฒนาระบบความคิดของผู้สอนด้วยว่าโลกมันไปถึงไหนกันแล้ว
  ...ระบบการศึกษาของไทยไม่ได้ทำให้เด็กเข้าใจอาชีพ บางคนเลือกเรียนเพราะอยากได้ปริญญาตรี ไม่ใช่เพื่อออกมาทำงานในสิ่งที่ตนเองเรียนมาอีกทั้งเด็กก็ไม่เคยเข้าไปปฏิบัติหรือเรียนรู้งานจริงๆ ในเวลาเดียวกัน การเรียนการสอนที่เน้นการปฏิบัติแบบอาชีวะ กลับมีคนสนใจเรียนน้อยเกินไป ทั้งที่ความต้องการเยอะมากๆ ดังนั้นระบบการศึกษาต้องผลักดันให้เด็กสนใจเรียน+ฝึกปฏิบัติเพื่อออกไปมีสัมมาอาชีพในทันทีที่จบมากขึ้น...

ประเทศที่พัฒนาแล้ว คนจบอาชีวะ จบแบบที่มีการฝึกปฏิบัติ ปฏิบัติได้จริงๆ เป็นความรู้ที่กินได้ สร้างงาน สร้างอาชีพได้จะมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศอย่างมาก

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน