
‘อำนาจ เอื้ออารีมิตร’ การลงทุนมีแต่เพิ่ม
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
นพ.อำนาจ เอื้ออารีมิตร ผู้อำนวยการโรงพยาบาล บริษัท เอกชัยการแพทย์ (EKH) ที่เพิ่งเป็นหุ้นน้องใหม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไปเมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2559 ที่ผ่านมา
ทว่า การบริหารเงินหรือการลงทุน คุณหมอออกตัวก่อนว่า ไม่ได้หวือหวาเหมือนคนอื่น เพราะชีวิตอยู่ที่โรงพยาบาลแทบตลอด 7 วัน ต้องดูแลคนไข้อย่างต่อเนื่องและจะรู้สึกแปลกๆ ถ้าวันไหนเราไม่ได้ไปเยี่ยมก็จะรู้สึกไม่ดี เพราะทั้งคนไข้และญาติจะมีคำถามต่อเนื่องจากหมอตลอด
การบริหารเงินส่วนบุคคลคุณหมอบอกว่า เป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะเชื่อว่าการจะเก็บเงินฝากไว้เพียงแต่ดอกเบี้ยจากธนาคารพาณิชย์คงไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับคนยุคนี้ เขาใช้หลักคิดเหมือนหลักการบริหารโรงพยาบาลคือ ต้องรู้จักบริหารความเสี่ยง จากการไม่พึ่งพารายได้เพียงจากที่ใดที่หนึ่งเท่านั้น หรือสาขาใดสาขาหนึ่งเท่านั้น
เขาเล่าว่า แม้จะเริ่มจากการนำเงินไปฝากในแบงก์ พร้อมกับซื้อสลากของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยได้คำแนะนำจากคนไข้ ซึ่งทำงานแบงก์ต่างๆ และ ธ.ก.ส.ก็ซื้อตามคำแนะนำ เพราะถือว่าไม่มีอะไรเสียหาย แม้เงินที่ได้จากการซื้อสลากจะได้ 200 บาททุกเดือน ก็ดีกว่าไม่ได้ดอกเบี้ย
อะไรเลย
จากนั้นก็ได้รับคำแนะนำจากคนไข้อีกว่า ต้องซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ซึ่งเหตุผลใช้สำหรับหักลดหย่อนภาษีเป็นหลัก ส่วนใหญ่มักจะใช้สิทธิซื้อ LTF เต็มที่ หลังๆ ซื้อก่อนจะสิ้นปี ตลอด 7 ปี เป็นการซื้อต่อเนื่อง ไม่เคยได้ขายออกไปเลย ส่วนประเภทของกองทุนจะซื้อแบบที่เป็นหุ้นระยะยาว 70% และตราสารหนี้ 30% เหตุผลที่เลือกหุ้นสัดส่วนมาก เพราะคิดว่าส่วนตัวสามารถรับความเสี่ยงได้ และมองว่าอย่างไรหุ้นก็น่าจะได้รับผลตอบแทนมากกว่า แต่เพื่อบริหารความเสี่ยงก็ต้องมีตราสารหนี้เข้ามาเป็นส่วนผสม
“ที่บอกว่ารับความเสี่ยงได้เพราะเงินที่เอาไปซื้อ LTF เป็นเงินเก็บไว้ในระยะยาวจริงๆ แยกออกจากเงินที่ต้องนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ที่ผ่านมาไม่เคยเปิดดูผลตอบแทนเลย ปันผลที่ได้มาก็เข้าบัญชีและใส่เข้าไปในการลงทุนต่อไปเลย โดยไม่เคยคิดจะปิดกอง” คุณหมอเล่า
จากนั้นได้รับคำแนะนำจากคนรู้จักเข้าลงทุนในหุ้นก่อนที่จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งส่วนใหญ่มีเป้าหมายเพื่อซื้อเก็บไว้ระยะยาว ไม่ได้เน้นลงทุนเป็นรายเดือนหรือรายวัน เพราะรู้ว่าตัวเองเป็นคนรับความเสี่ยงได้ แต่มีเวลาศึกษาหุ้นไม่ได้มากจึงมีพื้นฐานเรื่องลงทุนไม่มาก
ส่วนใหญ่จะเลือกหุ้นที่เป็นบริษัทใหญ่มีชื่อเสียงไว้ก่อนเพราะคิดว่าบริษัทใหญ่จะเจ๊งยาก คิดว่าถือไว้อย่างน้อย 1-2 ปี ถ้าส่วนต่างกำไรไม่ได้มาก ก็ถือว่าปันผลที่ได้รับมากกว่าดอกเบี้ยแบงก์อยู่ดี และเป็นบริษัทที่เราสามารถติดตามข่าวสารตามสื่อทั่วไปได้ บางทีทยอยเข้าซื้อเพิ่ม และมีบางตัวที่ซื้อไว้แล้วยังขาดทุน อย่าง บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) ราคาลงมาเข้าซื้อเพิ่มอีก แต่ยังไม่ได้ขายออกเพราะติดตามข่าวจากโครงการทวายที่ประเทศเมียนมา
นอกจากนั้น ยังซื้อที่ดินเก็บไว้ต่อเนื่องส่วนใหญ่ เป็นแถวที่ใกล้บ้าน หรือใกล้โรงพยาบาลใน จ.สมุทรสาคร เป็นส่วนใหญ่ และส่วนใหญ่จะเลือกซื้อที่ดินติดน้ำเป็นหลัก ซึ่งเหตุผลที่ซื้อเพราะเกิดจากความชอบส่วนตัวมากกว่าที่อยากซื้อเก็บไว้เพื่อไว้อยู่ตอนแก่ ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อเก็งกำไร
คุณหมอสรุปว่าสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ทั้งหมดน่าจะอย่างละเท่าๆกันคือ 1 ใน 3 คือ เงินสดกับสลาก ธ.ก.ส. หุ้นกับ LTF และที่ดินส่วนใหญ่จะใช้เงินเย็นในการลงทุน เพราะมองการลงทุนไม่ใช่แค่ศูนย์ มองแต่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเท่านั้น







