posttoday
'กรู๊ฟ พับลิชชิ่ง' ต้องพร้อมปรับตัวรับทุกวิกฤต

'กรู๊ฟ พับลิชชิ่ง' ต้องพร้อมปรับตัวรับทุกวิกฤต

05 สิงหาคม 2559

โดย...สุกัญญา สินถิรศักดิ์

โดย...สุกัญญา สินถิรศักดิ์

ธุรกิจสิ่งพิมพ์ประเภทนวนิยายในเวลานี้ แม้จะยังไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการอ่านของผู้บริโภคยุคใหม่จากสื่อสิ่งพิมพ์สู่สื่อดิจิทัลมากขึ้น แต่ภายใต้เศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่องและยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัว ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องปรับตัวในทุกรูปแบบเพื่อฝ่าวิกฤตรอบนี้ให้ได้ โดยหากใครหลายคนที่เป็นแฟนนวนิยายแนวลึกลับของ “พงศกร” ที่มีผลงานที่เป็นที่่รู้จักกันดี เช่น รอยไหม สาปภูษา กี่เพ้า กลกิโมโน กำไลมาศ ฯลฯ คงคุ้นเคยกับชื่อสำนักงาน “กรู๊ฟ พับลิชชิ่ง” เป็นอย่างดี

แม้ว่า กรู๊ฟ พับลิชชิ่ง จะเป็นสำนักพิมพ์เล็กๆ แต่นักเขียนหลายคนที่ตีพิมพ์ผลงานด้วยนั้น ชื่อไม่เล็กสักเท่าไร เพราะไม่เพียงแต่มีนักเขียนชื่อดังอย่างพงศกรเท่านั้น ยังมีนักเขียนที่มีแฟนคลับจำนวนมาก เช่น เจ้าของนามปากกา “จินตวีร์ วิวัธน์” นักเขียนมากด้วยผลงานที่เสียชีวิตไปนานกว่า 25 ปี ที่ กรู๊ฟ พับลิชชิ่ง เพิ่งได้รับสิทธิในการตีพิมพ์จากทายาท หรือนักเขียนนวนิยายรุ่นใหม่ เช่น ปองวุฒิ อีกหนึ่งนักเขียนแนวลึกลับที่มีแฟนคลับจำนวนไม่น้อยเช่นกัน

อรรถรัตน์ จันทรวรินทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรู๊ฟ พับลิชชิ่ง หนึ่งในผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์กรู๊ฟ พับลิชชิ่ง กล่าวว่า สำนักพิมพ์ กรู๊ฟ พับลิชชิ่ง ก่อตั้งอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือน มี.ค. 2552 เป็นการรวมตัวของ 3 ผู้ก่อตั้ง ก็คือ นพ.พงศกร จินดาวัฒนะ นักเขียน สุลวัณ จันทรวรินทร์ ผู้เป็นพี่สาว และตนเอง ซึ่งในช่วงที่ก่อตั้งสำนักพิมพ์กรู๊ฟ พับลิชชิ่งนั้น นอกจากใจรักในการอ่านและสนใจอยากทำธุรกิจสำนักพิมพ์แล้ว ในจังหวะเวลานั้นตลาดนวนิยายก็ยังสดใสมาก

“ในช่วงแรกเริ่มต้นทุกอย่างจากศูนย์ เพราะไม่มีใครมีประสบการณ์ทำสำนักพิมพ์เลย ก็ยังไม่ได้เติบโตเร็วนัก 3 ปีแรก ออกหนังสือแค่ 2-3 เล่ม เติบโตไม่มาก ประมาณ 20-30% ต่อปี แต่ก็ได้รับโอกาสจากคนในวงการสำนักพิมพ์ นักเขียนรุ่นใหญ่ ได้รับคำแนะนำลองผิดลองถูก จนในที่สุดเมื่อได้รับโอกาสจากนักเขียนหลายท่านที่มีแฟนคลับ หรือแม้แต่นิยายของคุณหมอพงศกรเอง ก็เป็นที่นิยมมาก หลังจากนั้นเริ่มออกหนังสือได้มากขึ้นประมาณ 20 เล่มต่อปี ทำให้โตเร็วมาก แตะๆ 30-40% ต่อปี” อรรถรัตน์ กล่าว

ขณะที่ตั้งแต่ปีที่ผ่านมาที่เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวต่อเนื่องยาวจนถึงปีนี้ ตลาดนวนิยายเองก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ซึ่งปีนี้เริ่มเห็นภาพผลกระทบที่ชัดเจนมากขึ้น ได้ยินกระแสข่าวสำนักพิมพ์ขนาดเล็กบางแห่งปิดตัว เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขาย เช่น สำนักพิมพ์ใหญ่บางแห่งเริ่มใช้กลยุทธ์ให้สั่งซื้อล่วงหน้าหรือพรีออร์เดอร์ แล้วให้ส่วนลด เช่น จองล่วงหน้าก่อนลด 20% ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยเห็นสำนักพิมพ์ใหญ่ใช้กลยุทธ์นี้ มีเพียงสำนักพิมพ์เล็กที่ใช้กลยุทธ์ดังกล่าวเพื่อลดความเสี่ยงในจำนวนการพิมพ์ที่มากเกินไป

นอกจากนี้ ร้านหนังสือทุกเชนต่างก็ปรับตัว เพิ่มยอดขายด้วยสินค้าอื่นที่ไม่ใช่หนังสือ เช่น เครื่องดื่ม ขนม อุปกรณ์เครื่องเขียน ฯลฯ โดยร้านหนังสือบางเชนได้ขยายพื้นที่สินค้าอื่นเพิ่มขึ้น และลดพื้นที่วางหนังสือบางส่วนลง ซึ่งมีผลให้การหมุนหนังสือที่ตั้งโชว์ด้านหน้าเร็วขึ้น เช่น ในอดีตหนังสือของนักเขียนยอดนิยมเคยอยู่ในจุดวางที่เป็นทำเลดีๆ นานถึง 3 เดือน ปัจจุบันนี้ก็หมุนเร็วกว่านั้นมาก เริ่มเห็นตัวเลขการรีเทิร์นหนังสือภายใน 6 เดือน ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อตลาดหนังสือที่ชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจ

ด้าน กรู๊ฟ พับลิชชิ่ง เองก็ต้องปรับตัว จำนวนนิยายเรื่องใหม่ๆ ที่ออกมาอาจจะใกล้เคียงกับทุกปี แต่ใช้วิธีลดยอดจำนวนการพิมพ์ จากเดิมเคยพิมพ์ 4,000 เล่ม/เรื่อง เป็น 3,000 เล่ม/เรื่อง หรือลดเหลือ 1,500-2,000 เล่ม/เรื่อง เพื่อบริหารสต๊อก แม้ว่าต้นทุนการพิมพ์ต่อเล่มจะแพงกว่าประมาณ 15% แต่ก็ลดความเสี่ยงเรื่องทุนจมและปัญหาสต๊อกบวม รวมถึงยังขยายตลาดไปยังต่างจังหวัดมากขึ้น เช่น การออกบูธงานหนังสือในต่างจังหวัด เพื่อขยายฐานนักอ่าน

สำหรับกลยุทธ์ในการออกหนังสือใหม่ยังเลือกช่วงเวลาให้สอดคล้องกับช่วงที่มีงานสัปดาห์หนังสือ เพราะเป็นเวทีที่ขายแล้วได้เงินสดทันที ช่วยเรื่องสภาพคล่องทางการเงินได้ดี ส่วนการรับมือกับโลกดิจิทัลนั้น ก็ให้ความสำคัญกับทั้งการขายหนังสือผ่านสื่อออนไลน์ทุกช่องทางและการทำอี-บุ๊ก ซึ่งตลาดนวนิยายยังเป็นคอนเทนต์ที่คนยังซื้อหนังสือที่เป็นกระดาษในสัดส่วนที่สูง และอี-บุ๊กเป็นตัวเสริมที่เข้ามาสนับสนุนกัน

การฝ่าวิกฤตพิษเศรษฐกิจเวลานี้ ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทาย ต้องพร้อมปรับตัว ไม่หดหู่ แต่ก็ไม่ประมาท

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน