posttoday
เมื่อญี่ปุ่นเงินไม่หมุน ก็อาจต้องโยนลงมา

เมื่อญี่ปุ่นเงินไม่หมุน ก็อาจต้องโยนลงมา

04 สิงหาคม 2559

โดย...ดร.สมชัย อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บลจ.กรุงไทย

โดย...ดร.สมชัย อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บลจ.กรุงไทย

หลังจากที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ประกาศขยายวงเงินในการเข้าซื้อ ETF เมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งสร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุน เนื่องจากตลาดมีความคาดหวังที่สูงกว่านั้น แต่ BoJ กลับยังคงวงเงิน QQE ไว้ที่ 80 ล้านล้านเยน/ปี เหมือนเช่นเดิม และยังไม่ได้มีการประกาศมาตรการอื่นๆ เพิ่มเติม พอมาในสัปดาห์นี้ คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นก็อนุมัติแผนกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 28 ล้านล้านเยนออกมา ซึ่งนับเป็นมาตรการที่มีวงเงินสูงสุดตั้งแต่มาตรการกระตุ้นในช่วงวิกฤตปี 2551-2552 แต่ดูเหมือนตลาดจะไม่ได้ตอบรับในเชิงบวกมากนัก ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวลดลงและค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้น

หากพิจารณาสภาวะเศรษฐกิจของญี่ปุ่นแล้ว ถือว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ค่อนข้างลำบากมาก เศรษฐกิจอยู่ในภาวะซึมมาอย่างยาวนาน ปัญหาเงินฝืดเรื้อรังที่นึกว่าจะแก้ไขได้ไปแล้ว กลับมาเป็นประเด็นให้กังวลอีกหลังจากที่อัตราเงินเฟ้อเริ่มกลับมาติดลบ นโยบายการเงินที่ดำเนินการไปไม่ได้ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว จนดูเหมือนกับว่าญี่ปุ่นตกอยู่ใน “กับดักสภาพคล่อง” ที่ทำให้นโยบายการเงินแทบจะไม่มีประสิทธิภาพ

แต่ภายใต้ “กับดักสภาพคล่อง” นี้ นโยบายการคลัง ซึ่งก็คือการใช้จ่ายของภาครัฐจะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นมากในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ครั้นญี่ปุ่นจะใช้นโยบายการคลังเข้ามากระตุ้น อย่างที่นายกฯ ชินโสะ อาเบะ พยายามดำเนินการล่าสุด ก็ไปติดอยู่ที่ว่าหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นนั้นสูงเหลือเกิน โดยปัจจุบันนี้สูงถึงประมาณ 230% ของ GDP เรียกว่าสูงที่สุดในโลกเลยทีเดียว ดังนั้น แม้ว่ารัฐบาลจะเพิ่มการใช้จ่าย แต่ผู้บริโภคอาจกลับลดการใช้จ่ายลง ด้วยความกลัวว่ารัฐบาลต้องขึ้นภาษี เพื่อหารายได้มากลบค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนั้น จึงทำให้อุปสงค์โดยรวมทั้งประเทศไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด เป็นไปตามทฤษฎี Ricardian Equivalence ทางเศรษฐศาสตร์

ดังนั้น ทางออกของญี่ปุ่นจึงอาจมาลงเอยที่การ “โยน” เงินลงมาจากเฮลิคอปเตอร์เป็น Helicopter Money ที่หลายคนพูดถึง อันหมายถึงการให้ธนาคารกลาง “พิมพ์” เงินออกมาให้รัฐบาลใช้จ่ายโดยตรง หรือการ “ยกหนี้” ให้กับภาครัฐ ซึ่งนั่นทำให้หลักเลี่ยง Ricardian Equivalence ข้างต้นกล่าวคือ รัฐบาลสามารถเพิ่มการใช้จ่ายได้ โดยที่ผู้บริโภคไม่ต้องกังวลว่าจะมีการขึ้นภาษีในอนาคต

ทั้งนี้ ในการดำเนินมาตรการ QQE ของ BoJ ทุกวันนี้ก็คล้ายๆ ว่าจะเป็น Helicopter Money อยู่แล้ว หนี้สาธารณะของญี่ปุ่นที่สูงถึง 230% ของ GDP ดังที่กล่าวข้างต้นนั้น หากหักหนี้สาธารณะที่ BoJ ถืออยู่ก็จะเหลือไม่ถึง 150% ของ GDP ถือว่าฐานะการคลังญี่ปุ่นดีขึ้นมาก เพียงแต่ในปัจจุบัน BoJ ยังไม่ได้ “ยกหนี้” ให้กับภาครัฐ ทุกคนยังยืนบนความเชื่อว่ารัฐบาลจะต้องจ่ายคืนให้กับ BoJ วันใดวันหนึ่ง ส่งผลให้ Ricardian Equivalence ยังคงอยู่

จริงๆ แล้ว เราเองก็ไม่ได้ชอบการดำเนินนโยบายเช่นนี้เท่าใดนัก ดูเหมือนว่า “วินัย” ทางการเงิน-การคลัง จะถูกโยนทิ้งไปจากสารบบ สิ่งที่ญี่ปุ่นควรเร่งทำมากกว่าคือการปล่อยธนูดอกที่สามของอาเบะ คือ การปฏิรูป อย่างไรก็ตามผลกระทบจากธนูดอกที่สามอาจไม่ “ทันใจ” หลายฝ่าย และมีความเสี่ยงว่าเศรษฐกิจอาจ “ฟุบ” ลงในระยะสั้น นอกจากนี้ หากพิจารณาการดำเนินนโยบายของญี่ปุ่นที่ผ่านมาก็ถือว่าญี่ปุ่นค่อนข้าง “กล้า” ที่จะดำเนินมาตรการใหม่ๆ ทำให้เรามองโอกาสที่ญี่ปุ่นอาจตัดสินใจใช้ Helicopter Money นี้ก็มีความเป็นได้เหมือนกัน แน่นอนว่าข้อจำกัดทางด้านกฎหมายก็มีอยู่ แต่ถ้าดูจากคะแนนเสียงของอาเบะหลังจากเลือกตั้ง สว.ที่ผ่านมา ก็คงพอที่ก้าวข้ามข้อจำกัดเหล่านั้นไปได้ไม่ยาก หากจะเอากันจริงๆ ดังนั้นอาจต้องติดตามการประเมินผลลัพธ์ของมาตรการที่ผ่านมาในการประชุม BoJ ครั้งหน้าในวันที่ 21 ก.ย.ว่าจะมีการกล่าวถึงประเด็นนี้หรือไม่อย่างไรด้วยครับ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ