
เมื่อญี่ปุ่นเงินไม่หมุน ก็อาจต้องโยนลงมา
โดย...ดร.สมชัย อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บลจ.กรุงไทย
โดย...ดร.สมชัย อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บลจ.กรุงไทย
หลังจากที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ประกาศขยายวงเงินในการเข้าซื้อ ETF เมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งสร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุน เนื่องจากตลาดมีความคาดหวังที่สูงกว่านั้น แต่ BoJ กลับยังคงวงเงิน QQE ไว้ที่ 80 ล้านล้านเยน/ปี เหมือนเช่นเดิม และยังไม่ได้มีการประกาศมาตรการอื่นๆ เพิ่มเติม พอมาในสัปดาห์นี้ คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นก็อนุมัติแผนกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 28 ล้านล้านเยนออกมา ซึ่งนับเป็นมาตรการที่มีวงเงินสูงสุดตั้งแต่มาตรการกระตุ้นในช่วงวิกฤตปี 2551-2552 แต่ดูเหมือนตลาดจะไม่ได้ตอบรับในเชิงบวกมากนัก ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวลดลงและค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้น
หากพิจารณาสภาวะเศรษฐกิจของญี่ปุ่นแล้ว ถือว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ค่อนข้างลำบากมาก เศรษฐกิจอยู่ในภาวะซึมมาอย่างยาวนาน ปัญหาเงินฝืดเรื้อรังที่นึกว่าจะแก้ไขได้ไปแล้ว กลับมาเป็นประเด็นให้กังวลอีกหลังจากที่อัตราเงินเฟ้อเริ่มกลับมาติดลบ นโยบายการเงินที่ดำเนินการไปไม่ได้ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว จนดูเหมือนกับว่าญี่ปุ่นตกอยู่ใน “กับดักสภาพคล่อง” ที่ทำให้นโยบายการเงินแทบจะไม่มีประสิทธิภาพ
แต่ภายใต้ “กับดักสภาพคล่อง” นี้ นโยบายการคลัง ซึ่งก็คือการใช้จ่ายของภาครัฐจะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นมากในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ครั้นญี่ปุ่นจะใช้นโยบายการคลังเข้ามากระตุ้น อย่างที่นายกฯ ชินโสะ อาเบะ พยายามดำเนินการล่าสุด ก็ไปติดอยู่ที่ว่าหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นนั้นสูงเหลือเกิน โดยปัจจุบันนี้สูงถึงประมาณ 230% ของ GDP เรียกว่าสูงที่สุดในโลกเลยทีเดียว ดังนั้น แม้ว่ารัฐบาลจะเพิ่มการใช้จ่าย แต่ผู้บริโภคอาจกลับลดการใช้จ่ายลง ด้วยความกลัวว่ารัฐบาลต้องขึ้นภาษี เพื่อหารายได้มากลบค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนั้น จึงทำให้อุปสงค์โดยรวมทั้งประเทศไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด เป็นไปตามทฤษฎี Ricardian Equivalence ทางเศรษฐศาสตร์
ดังนั้น ทางออกของญี่ปุ่นจึงอาจมาลงเอยที่การ “โยน” เงินลงมาจากเฮลิคอปเตอร์เป็น Helicopter Money ที่หลายคนพูดถึง อันหมายถึงการให้ธนาคารกลาง “พิมพ์” เงินออกมาให้รัฐบาลใช้จ่ายโดยตรง หรือการ “ยกหนี้” ให้กับภาครัฐ ซึ่งนั่นทำให้หลักเลี่ยง Ricardian Equivalence ข้างต้นกล่าวคือ รัฐบาลสามารถเพิ่มการใช้จ่ายได้ โดยที่ผู้บริโภคไม่ต้องกังวลว่าจะมีการขึ้นภาษีในอนาคต
ทั้งนี้ ในการดำเนินมาตรการ QQE ของ BoJ ทุกวันนี้ก็คล้ายๆ ว่าจะเป็น Helicopter Money อยู่แล้ว หนี้สาธารณะของญี่ปุ่นที่สูงถึง 230% ของ GDP ดังที่กล่าวข้างต้นนั้น หากหักหนี้สาธารณะที่ BoJ ถืออยู่ก็จะเหลือไม่ถึง 150% ของ GDP ถือว่าฐานะการคลังญี่ปุ่นดีขึ้นมาก เพียงแต่ในปัจจุบัน BoJ ยังไม่ได้ “ยกหนี้” ให้กับภาครัฐ ทุกคนยังยืนบนความเชื่อว่ารัฐบาลจะต้องจ่ายคืนให้กับ BoJ วันใดวันหนึ่ง ส่งผลให้ Ricardian Equivalence ยังคงอยู่
จริงๆ แล้ว เราเองก็ไม่ได้ชอบการดำเนินนโยบายเช่นนี้เท่าใดนัก ดูเหมือนว่า “วินัย” ทางการเงิน-การคลัง จะถูกโยนทิ้งไปจากสารบบ สิ่งที่ญี่ปุ่นควรเร่งทำมากกว่าคือการปล่อยธนูดอกที่สามของอาเบะ คือ การปฏิรูป อย่างไรก็ตามผลกระทบจากธนูดอกที่สามอาจไม่ “ทันใจ” หลายฝ่าย และมีความเสี่ยงว่าเศรษฐกิจอาจ “ฟุบ” ลงในระยะสั้น นอกจากนี้ หากพิจารณาการดำเนินนโยบายของญี่ปุ่นที่ผ่านมาก็ถือว่าญี่ปุ่นค่อนข้าง “กล้า” ที่จะดำเนินมาตรการใหม่ๆ ทำให้เรามองโอกาสที่ญี่ปุ่นอาจตัดสินใจใช้ Helicopter Money นี้ก็มีความเป็นได้เหมือนกัน แน่นอนว่าข้อจำกัดทางด้านกฎหมายก็มีอยู่ แต่ถ้าดูจากคะแนนเสียงของอาเบะหลังจากเลือกตั้ง สว.ที่ผ่านมา ก็คงพอที่ก้าวข้ามข้อจำกัดเหล่านั้นไปได้ไม่ยาก หากจะเอากันจริงๆ ดังนั้นอาจต้องติดตามการประเมินผลลัพธ์ของมาตรการที่ผ่านมาในการประชุม BoJ ครั้งหน้าในวันที่ 21 ก.ย.ว่าจะมีการกล่าวถึงประเด็นนี้หรือไม่อย่างไรด้วยครับ







