posttoday
ยันไม่เลื่อนเปิดประมูล2แหล่งก๊าซ

ยันไม่เลื่อนเปิดประมูล2แหล่งก๊าซ

03 สิงหาคม 2559

พลังงานจ่อประกาศเชิญชวนผู้สนใจยื่นประมูลแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมหมดอายุ เอราวัณ-บงกช มี.ค. 2560 ชี้เจ้าของสัมปทานเอราวัณ-บงกชเดิมมีแต้มต่อ

พลังงานจ่อประกาศเชิญชวนผู้สนใจยื่นประมูลแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมหมดอายุ เอราวัณ-บงกช มี.ค. 2560 ชี้เจ้าของสัมปทานเอราวัณ-บงกชเดิมมีแต้มต่อ

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าแนวทางการบริหารจัดการแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะสิ้นสุดอายุ 2 แหล่ง ได้แก่ แหล่งเอราวัณและแหล่งบงกช ว่าขณะนี้ได้เตรียมความพร้อมในทางปฏิบัติควบคู่ไปกับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และร่าง พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยคาดว่าจะสามารถกำหนดเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การประมูลเสร็จในเดือน ธ.ค. 2559 และสามารถออกประกาศเชิญชวนผู้สนใจมายื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมภายในเดือน มี.ค.-มิ.ย. 2560 ซึ่งประเมินว่าจะสามารถคัดเลือกผู้ชนะการประมูลได้ภายในเดือน มิ.ย. 2560

สำหรับการร่างกฎหมายปิโตรเลียม 2 ฉบับ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของกรรมาธิการวิสามัญ สนช. ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 23 ส.ค. แต่หากการพิจารณากฎหมายเลื่อนออกไปก็ยังเชื่อว่าการเปิดประมูลปิโตรเลียมจะยังเป็นไปตามกรอบเวลาเดิม

ทั้งนี้ การดำเนินงานด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทยตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา ภายใต้ระบบการบริหารจัดการ ระบบ Thailand I และ Thailand III มีสัดส่วนการแบ่งผลประโยชน์ระหว่างรัฐและบริษัทผู้รับสัมปทานที่แตกต่างกันไป โดยระบบ Thailand I อยู่ระหว่าง รัฐ 54-59% บริษัท 41-46% ระบบ Thailand III อยู่ที่ รัฐ 71% บริษัท 29% และในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ) อยู่ที่ รัฐ 58% บริษัท 42%

“การเลือกใช้ระบบบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียมของประเทศไทย มีสัดส่วนรายได้ที่รัฐได้รับอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับศักยภาพแหล่งปิโตรเลียมของประเทศ สามารถดึงดูดให้เกิดการลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ โดยขอยืนยันว่ากระทรวงพลังงานได้คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ” นายอารีพงศ์ กล่าว

นายอารีพงศ์ กล่าวว่า จากข้อมูลแหล่งปิโตรเลียมที่มีอยู่ทั่วโลกกว่า 5 หมื่นแห่ง พบว่ากรณีที่หมดอายุสัมปทานแล้ว โดยส่วนใหญ่ 91% จะเลือกระบบสัญญาเดิม และเป็น
ผู้บริหารรายเก่าที่ได้สิทธิสำรวจปิโตรเลียมต่อไป เนื่องจากจะเป็นผู้ที่มีความพร้อมในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมให้มีความต่อเนื่องมากกว่ารายใหม่ ส่วนกรณีของไทยกฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่าห้ามไม่ให้มีการต่อสัญญาสัมปทานปิโตรเลียมเมื่อหมดอายุลง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเลือกวิธีการเปิดประมูลหาผู้สำรวจและผลิตปิโตรเลียมรายใหม่

สำหรับประเด็นเมื่ออายุสัมปทานปิโตรเลียมสิ้นสุดลง ผู้ที่ได้รับสัมปทานรายเก่าจะต้องรับผิดชอบค่ารื้อถอนแท่นขุดเจาะปิโตรเลียมทั้งหมด โดยในส่วนของแหล่งเอราวัณและแหล่งบงกชมีอยู่ประมาณ 200 กว่าแท่น ซึ่งทางที่ปรึกษาได้ประเมินมูลค่าสิ่งติดตั้งและค่ารื้อถอนพบว่ามีมูลค่าสูงถึง 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.45 แสนล้านบาท ดังนั้นหากผู้ชนะประมูลเป็นรายเดิมก็ไม่มีปัญหา เพราะสามารถเจรจากับภาครัฐให้สามารถใช้แท่นผลิตไปได้จนสิ้นสุดอายุแท่น ในขณะที่ถ้าได้ผู้ประมูลรายใหม่ ในประเด็นนี้ต้องเจรจากับรายเก่าที่จะใช้แท่นขุดเจาะเดิมที่ยังมีศักยภาพเพียงพอ ก็ต้องจ่ายค่าใช้แท่นในส่วนที่เหลือด้วย

ด้าน นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า แหล่งก๊าซเอราวัณ ผู้รับสัมปทานคือ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต ส่วนแหล่งก๊าซบงกช ผู้รับสัมปทานคือ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) ซึ่งจะสิ้นสุดอายุสัมปทานปี 2565-2566 โดยปัจจุบันทั้งสองแหล่งมีกำลังการผลิตก๊าซรวม 2,100 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ซึ่งตามกฎหมายระบุว่าห้ามต่ออายุสัญญา ดังนั้นรัฐบาลจึงกำหนดให้มีการเปิดประมูลให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี ซึ่งคณะทำงานอยู่ระหว่างร่างเงื่อนไขและหลักเกณฑ์รูปแบบการเปิดประมูลว่าจะใช้รูปแบบใดระหว่างระบบสัมปทาน ระบบแบ่งปันผลผลิตหรือจ้างผลิต

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ