
อยากเห็นความก้าวหน้า ผู้อาวุโส ต้องลด ละ วางลงบ้าง
โดย...สุรพล โอภาสเสถียร
โดย...สุรพล โอภาสเสถียร
ความในใจที่ถ่ายทอดมาจากคนทำงานวัย 40 กว่าที่มีพลังความคิด หัวก้าวหน้า รู้เท่าทันเทคโนโลยี รับใช้สังคมวันนี้เพื่ออนาคตวันข้างหน้ากล่าวว่า
ในบางครั้งเราเห็นการประชุมในการวางอนาคตของชาติไปอีกไกลๆ โดยเฉพาะด้าน ICT มองไปทางซ้ายก็พบ 70 ปี มองไปทางขวา 78 ปีต่ำๆ ก็ 65 ปี
ผมอดคิดไม่ได้ว่าคนที่มาพูดๆ เรื่องเทคโนโลยีนี้จริงๆ แล้ว รู้ทันกับเทคโนโลยีวันนี้แค่ไหน และเขา (ผู้อาวุโส) พร้อมที่จะเขียนแผนสำหรับอนาคต โดยตัวเองอาจไม่มีความรู้ความเข้าใจพอ (ทั้ง
รูปแบบ เครื่องมือ พฤติกรรมในปัจจุบัน-อนาคต) เพื่อเป็นอนาคตของคนรุ่นใหม่ถัดๆ ไป เพื่อเป็นอนาคตที่พวกเขาก็ไม่ได้อยู่รับผลด้วยหรือ?(ท่านคงไปเฝ้าพระอินทร์ก่อนแน่นอนด้วยวัยขนาดนั้น)
ผมนึกในใจเลยว่า เมื่อเราอายุมากขึ้นจะไม่เป็นคนที่หวง-ห่วง “ฐานานุรูป” จะรู้จักหยุด-รู้จักพอ เปิดทางให้คนรุ่นใหม่ๆ ขึ้นมาใช้ความรู้ความสามารถชี้ทางกำหนดอนาคตของรุ่นเขาและรุ่นลูกหลาน
ดีกว่าหรือไม่?
สถานที่อย่างสภาต่างๆ สถาบัน องค์กรต่างๆ และคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ คณะกรรมาธิการต่างๆ อาจพบแต่ท่านๆ ที่อายุ 65++ 70++ 80 กว่าก็มี
ท่านๆ ว่างๆ ก็มาเป็นที่ปรึกษา (อยากมีคนพูดคุยด้วย อยากมีคนฟังเวลาท่านพูด) ชอบอภิปรายยาวๆ พูดถึงอดีตอันเกรียงไกรไร้เทียมทาน ดั่งตำนานบู๊ลิ้มที่อ่านในวัยเด็กว่ากระบี่เดียวปราบมังกรร้ายในยุทธภพมาแล้ว... แต่ท่านๆ ก็ดื้อพอที่จะไม่ฟังอะไรใหม่ หรือจะยอมรับความคิดเห็นใครที่บางครั้งจะมีวัยที่อ่อนด้อยกว่า และสุดท้ายคือท่านๆ มักไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง
อย่างนี้สังคม เศรษฐกิจของเราทุกคน ทุกวัยจะเดินได้ยังไง มันจะปฏิรูปได้อย่างไร มันก็ได้แต่ปฏิสังขรณ์เรื่อยไป ซื้อเวลากันไป ถ้าคนรุ่นเก่าไม่รู้จักอดทนฟัง รู้จักเลิก รู้จักพอ ตัวอย่างก็เห็นๆ กันอยู่ ทำรถไฟฟ้ากันสองสายแต่ต้องเชื่อมกันหนึ่งช่วงสถานีด้วยรถเมล์ปรับอากาศ แก้กันด้วยกฎหมายที่สร้างกันมาไม่ได้ จนต้องผ่าทางตันด้วยกฎหมายอำนาจพิเศษ
สังคมจะเจริญวัฒนาถาวรถ้า คนรุ่นเก่ารู้จักแบ่งปันประสบการณ์ (ย้ำว่าแบ่งบัน มิใช่ยึดกุม หรือยัดเยียด) แต่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ (ที่อาจคิดต่าง คิดในสิ่งที่ไม่มีใครคิดมาก่อน) ให้ได้คิดได้ทำ คนรุ่นเก่าสนับสนุน ยอมรับความเปลี่ยนแปลง อาศัยพลังคนรุ่นใหม่ บวกประสบการณ์คนรุ่นเก่า แบบนี้สังคม เศรษฐกิจถึงจะเจริญไปได้
ที่แปลกคือตอนคนรุ่นใหม่ยังมีความอยากทำงาน มีพลัง มีความสร้างสรรค์ เรา (ผู้อาวุโส) กลับกดเขาไว้ ปิดกั้น แล้วพอเขา (คนหนุ่มเหล่านั้น) เริ่มแก่แล้ว เหนื่อยและล้า เราก็เริ่มแต่งตั้งให้อำนาจเขา เป็นโน่นเป็นนั่นตอนที่เขาหมดพลัง หมดความคิดสร้างสรรค์ และหมดความอยากจะผลักดันความเปลี่ยนแปลงอะไรแล้ว
ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจ ที่เราๆ ท่านๆ วันนี้จะได้ยินคำพูดว่า “อย่าเพิ่งทำอะไร ผมรักษาตัวมาจนได้ตำแหน่งนี้ จะเกษียณอยู่แล้วอีกปีสองปี รอให้ผมเกษียณก่อน ค่อยมาทำโครงการนี้” โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี
พอคนนี้เกษียณไป คนใหม่มา ก็มารอเกษียณต่อกันอีกแล้ว (บางทีก็น่าคิดว่า ถ้าไม่อยากทำอะไร จะรอทำไม ไม่เกษียณไปเลย รออีกปีสองปีทำไม)
กลับมาคิดอีกมุม ท่านๆ เหล่านี้บางทีก็แปลก พอเกษียณแล้วกลับวิ่งหาตำแหน่งที่ลง เพื่อให้มีอะไรทำต่อ ... เออคนเรานี่ก็แปลก ตอนก่อนเกษียณคงไม่ค่อยอยากทำอะไร ให้ทำอะไรก็ไม่ทำจะรอเกษียณท่าเดียว แต่พอเกษียณแล้ว กลับอยากเป็นนู่นเป็นนี่ อยากมีงานทำเพิ่มจะได้ไม่เหงาเป็นไปอย่างนั้น
ความลงตัวในจุดที่คนที่รู้ตัวเองว่าต้องพอ พอได้แล้ว พอเหมาะพอควรแล้ว สมควรแก่เวลาแล้ว ขอเฝ้าดูและให้กำลังใจอยู่ห่างๆ มีอะไรไม่ชอบมาพากลก็ออกมาส่งเสียงเตือน ออกมาห้ามเป็นจังหวะจะโคน เรียกว่ารูปมวยสวยงาม ประเภท “หลบ หลีก ฉีก ฉาก โฉบพลิ้วอย่างสง่า โอ่อ่าในบุคลิก” ขณะฝั่งคนหนุ่มใหญ่ไฟแรงก็ต้องมีรูปมวย อึด อดทน อดกลั้น ไอ้ที่จะ “ร้อนเป็นไฟละลายตรงเธอ ก็ต้องเลือกกาลเทศะบ้าง” ความกลมกล่อมแบบนี้ในอดีตยามที่ต้อง “สามัคคีคือพลัง” ไม่รู้มันหายไปไหน วันๆ ในเวลานี้มีแต่ “สามัคคีคือพัง” หรือไม่ก็ “ยามศึกค่อยร่วมกันรบ ยามสงบเรารบกันเอง” อยากเห็นความก้าวหน้า อาวุโสกว่า กับอาวุโสน้อยกว่าต้องลด ละ วางลงบ้าง ประเทศชาติเวลานี้ต้องการคนทุกเพศ คนข้ามเพศ คนทุกวัย คนทุกชนชั้น ผลักดันให้เกิดสิ่งดีๆ กับบ้านกับเมือง







