
ดูปองท์ลดเสี่ยงลุยบันเทิง
จากปัญหาเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศที่อยู่ในภาวะชะลอตัว ส่งผลให้บริษัท ดูปองท์ (ประเทศไทย) ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตร อาหารและการดูแลส่วนบุคคล วัสดุประสิทธิภาพขั้นสูง เทคโนโลยีชีวภาพอุตสาหกรรม ความปลอดภัยสำหรับผู้คนและระบบทำงาน โพลิเมอร์และไฟเบอร์ ต้องออกมาปรับแผนการดำเนินธุรกิจ เพื่อลดความเสี่ยงในด้านของการดำเนินธุรกิจประเภทเคมีภัณฑ์ เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจดังกล่าวอยู่ในภาวะชะลอตัวตามภาพรวมเศรษฐกิจ
จากปัญหาเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศที่อยู่ในภาวะชะลอตัว ส่งผลให้บริษัท ดูปองท์ (ประเทศไทย) ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตร อาหารและการดูแลส่วนบุคคล วัสดุประสิทธิภาพขั้นสูง เทคโนโลยีชีวภาพอุตสาหกรรม ความปลอดภัยสำหรับผู้คนและระบบทำงาน โพลิเมอร์และไฟเบอร์ ต้องออกมาปรับแผนการดำเนินธุรกิจ เพื่อลดความเสี่ยงในด้านของการดำเนินธุรกิจประเภทเคมีภัณฑ์ เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจดังกล่าวอยู่ในภาวะชะลอตัวตามภาพรวมเศรษฐกิจ
ทักษญา ธีญานาถธนันชา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที กรุ๊ป โฮลดิ้ง ผู้ดำเนินธุรกิจนำเข้าคอนเสิร์ตจากต่างประเทศ ในเครือบริษัท ดูปองท์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจของดูปองท์ นับจากนี้จะหันมาให้ความสำคัญกับธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนต์มากขึ้น เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพและมีแนวโน้มการขยายตัวในทิศทางที่ดี ขณะเดียวกันยังทำกำไรในการดำเนินธุรกิจได้ดีกว่าการทำธุรกิจเคมีภัณฑ์
ด้วยปัจจัยดังกล่าว บริษัท ดูปองท์ (ประเทศไทย) จึงไฟเขียวให้บริษัท ที กรุ๊ป โฮลดิ้ง ลุยธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนต์อย่างจริงจังนับตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป ด้วยการนำเข้าคอนเสิร์ตจากต่างประเทศเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยและตลาดต่างประเทศมากขึ้น
สำหรับในปีนี้มีแผนที่จะมีงานคอนเสิร์ตหรือโชว์บิซด้วยกัน 4 งาน คือ 1.งานย่างกุ้งมิวสิกเฟสติวัล จัดไปแล้วที่ประเทศเมียนมา ร่วมกับกลุ่มเซ ตั้งบริษัทร่วมทุนชื่อ Z BELL ดำเนินงาน 2.งาน Let It Be A Celebration of the Music of The Beatles - Part II 16-17 July 2016 เป็นพาร์ตเนอร์กับบริษัท AC Entertainment ของมาเลเซีย 3.งานคอนเสิร์ตเกาหลี คิม คีบัม “Make a wish KimKiBum Birthday party in Thailand 2016” 21 ส.ค. 2559 ที่ไทย และงานสุดท้ายเป็นคอนเสิร์ตเกาหลีจัดในไทยยังอยู่ระหว่างการเจรจา
จำนวนการจัดงานที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว ทักษญา มั่นใจว่า บริษัท ที กรุ๊ป โฮลดิ้ง น่าจะมีรายได้อยู่ที่ 120 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 500 ล้านบาท ในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว ส่งผลให้สัดส่วนรายได้ที่มาจากฝั่งธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนต์เพิ่มขึ้นเป็น 65% ที่เหลือเป็นธุรกิจเคมีภัณฑ์ 35% ปรับสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนต์จะอยู่ที่ 47-48% ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 50% เป็นธุรกิจเคมีภัณฑ์ และอีก 2% เป็นการนำเข้าสินค้า
ทักษญา กล่าวต่อว่า ดูปองท์มีบริษัทในเครือหลายบริษัท แต่ถ้าจะพูดถึงธุรกิจด้านเอนเตอร์เทนเมนต์ก็ทำมาปีนี้เข้าปีที่ 10 แล้ว ซึ่งนอกจากจะมีบริษัท ที กรุ๊ปฯ ทำเรื่องธุรกิจโชว์บิซ ยังมีบริษัทอีเวนต์ที่ชื่อว่า ปั้นหนึ่ง ทำงานด้านการประกวดเฟรชชี่ไอดอล มีบริษัทโปรดักชั่นภายใต้ชื่อ สุขสนุก และบริษัท บลอสซั่ม อินสไปรด์ ทำงานในด้านพัฒนาศิลปิน ซึ่งหากพูดถึงจุดแข็งในการดำเนินธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนต์ของกลุ่มดูปองท์จะอยู่ที่มาร์เก็ตติ้ง เนื่องจากมีโปรโมชั่นดีๆ และของใหม่ๆ มาให้ลูกค้าตื่นเต้นตลอดเวลา
แม้ว่าขนาดธุรกิจของดูปองท์จะมีการขยายตัวใหญ่ขึ้นไปจากเดิมค่อนข้างมาก แต่ ทักษญา ก็บอกว่าไม่มีแผนที่จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากรูปแบบของการดำเนินธุรกิจเป็นแบบครอบครัว เพราะที่ผ่านมาเห็นหลายบริษัทไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้วประสบปัญหา ดังนั้นการทำธุรกิจครอบครัวจึงน่าจะมีความภาคภูมิใจมากกว่า







