
สคฝ.แย้มเลิกเก็บเงินเข้ากองทุนคุ้มครองเงินฝาก
สคฝ.แย้มเงินกองทุนคุ้มครองเงินฝากครบ 2 แสนล้านบาทอาจเลิกเก็บเงินนำส่งเพราะเพียงพอในการดูแลบัญชีเงินฝากที่ 15 ล้านบาทต่อรายต่อธนาคารได้ 100%
สคฝ.แย้มเงินกองทุนคุ้มครองเงินฝากครบ 2 แสนล้านบาทอาจเลิกเก็บเงินนำส่งเพราะเพียงพอในการดูแลบัญชีเงินฝากที่ 15 ล้านบาทต่อรายต่อธนาคารได้ 100%
นายสรสิทธิ์ สุนทรเกศ ผู้อำนวยการ สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) กล่าวว่า ณ สิ้นเดือนมิ.ย.หรือครึ่งปีแรกมีเงินกองทุนคุ้มครองเงินฝากที่ 1.15 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส.1,386 ล่านบาท ซึ่งส่วนตัวมองไว้ว่าหากเงืนกองทุนคุ้มครองเงืนฝากครบ 2 แสนล้านบาท ก็น่าจะเพียงพอแล้ว เนื่องจากครอบคลุมวงเงินฝากไม่เกิน 15 ล้านบาทต่อรายต่อแบงก์ ตามที่กฎหมายคุ้มครองเงินฝากจะมีผลยังคับใช้ตั้งแต่ 11 ส.ค.ปีนี้เป็นต้นไป ได้ถึง 100% บวกกับธนาคารพาณิชย์ในปจุบันมีฐานะที่เข้มแข็งมาก โดยมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสียง( บีไอเอส) ที่ 17.5% สูงกว่าเกณณ์ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)กำหนดที่ 8.5% และสูงกว่าสิ้นปี 2558 ที่ 17.43% ซึ่งทำให้โอกาสเกิดปัญหาสถาบันการปิดตัวมีน้อยมาก
อย่างไรก็ดีกว่าจะสามารถสะสมเงินกองทุนได้ครบ 2 แสนล้านบาทคงใช้เวลากเป็น 10 ปี เนื่องจากเก็บเงินนำส่งได้ปีละ 1,000 ล้านบาท บวกกับเงินดอกผลของการบริหารที่ได้มาอีกประมาณ 3,500 ล้านบาท เฉลี่ยมีเงืนสะสมเข้ามาปีละแระมาณ 4,000 ล้านบาทเท่านั้น
"สาเหตุที่ไม่เน้นเก็บสะสมเงินกองทุนคุ้มครองเงินฝากให้สูงที่สุด เนื่องจากในมาตรฐานการคุ้มครองเงินฝากสากลเริ่มเน้นไปที่การหาเครดิตสแตนบาย เพื่อเป็แบล็คอัพในการหาเงินสภาพคล่องให้เพียงพอในยามที่เกิดปัญหาแบงก์ปิดตัวมากกว่า ทำให้วงเงินกองทุนสูงๆจำเป็นน้อยลง อีกอย่างหากเกิดปัญหาที่รุนแรงดับระบบแบงก์ หรือแบงก์ขนาดใหญ่จริงๆ สคฝ.คงรับไม่ไหว ต้ององมีกระบวนการดูแลจากรัฐบาล้ข้ามาช่วยดูแลผู้ฝากด้วย และการลดเก็บเงินนำส่งจากฐานเงินฝากก็ช่วยลดภาระแบงก์ได้ ซึ่งการหาเงินแบล็คอัพปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาแก้ไขกฎหมายของทางกระทรวงการคลัง" นายสรสิทธิ์กล่าว







