
ความหวังของเอสเอ็มอี
เพิ่งดีใจได้ไม่กี่วันหลังจากที่ท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีบัญชาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมหามาตรการช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายย่อยจำนวนมากที่กำลังตกทุกข์ได้ยากมีปัญหาหนัก โดยสองเรื่องหลักคือ หนึ่ง...หาหน่วยงานสักแห่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรับเรื่องราวร้องทุกข์และประสานงานหาทางแก้ไขปัญหาให้เป็นรูปธรรม และ สอง...ให้ไปดูว่าจะหาเงินจากตรงไหนมาเพิ่มเงินกองทุนพลิกฟื้นเอสเอ็มอีที่มีอยู่ 1,000 ล้านบาทให้มากขึ้น เพื่อจะช่วยต่อลมหายใจให้ผู้ประกอบการเหล่านั้นอย่างทั่วถึง
เพิ่งดีใจได้ไม่กี่วันหลังจากที่ท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีบัญชาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมหามาตรการช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายย่อยจำนวนมากที่กำลังตกทุกข์ได้ยากมีปัญหาหนัก โดยสองเรื่องหลักคือ หนึ่ง...หาหน่วยงานสักแห่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรับเรื่องราวร้องทุกข์และประสานงานหาทางแก้ไขปัญหาให้เป็นรูปธรรม และ สอง...ให้ไปดูว่าจะหาเงินจากตรงไหนมาเพิ่มเงินกองทุนพลิกฟื้นเอสเอ็มอีที่มีอยู่ 1,000 ล้านบาทให้มากขึ้น เพื่อจะช่วยต่อลมหายใจให้ผู้ประกอบการเหล่านั้นอย่างทั่วถึง
เรื่องที่หนึ่งทำเสร็จแล้วคือการเปิดศูนย์ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME Rescue Center โดยมีกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นเจ้าภาพ มีจุดให้บริการร้องทุกข์มากถึง 3,800 จุดทั่วประเทศ ผู้ประกอบการรายใดอยากจะขอความช่วยเหลือสามารถติดต่อได้แล้วที่คอลเซ็นเตอร์ 1358 มีเว็บไซต์ของตัวเองเรียบร้อย ส่วนเรื่องที่สองคือการเพิ่มเงินกองทุนช่วยเอสเอ็มอีนั้น แว่วว่าจะได้เพิ่มอีก 1,000 ล้านบาท รวมเป็นวงเงิน 2,000 ล้านบาท นอกเหนือกว่านั้นจะใช้วิธีออกมาตรการเปิดรับบริจาคจากธุรกิจห้างร้าน โดยสามารถนำเงินบริจาคเข้ากองทุนนี้ไปหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่าเพื่อประหยัดภาษี
ข่าวนี้จะจริงเท็จประการใดต้องอดใจรอฟังมติ ครม.อีกครั้ง ขอบอกว่างานนี้มีทั้งดีใจและผิดหวัง ดีใจ...ที่เห็นความตั้งใจดีของรัฐบาลแม้เงินกองทุนเริ่มแรกจะมีเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ประกอบการที่กำลังเดือดร้อนก็ต้องถือว่ามีแค่นี้ก็ยังดีกว่าไม่มี แต่ที่ผิดหวังอย่างแรงก็คือเรื่องมาตรการที่จะให้ธุรกิจห้างร้านลงขันบริจาคเงินเข้ากองทุนแล้วได้สิทธิลดหย่อนภาษี อันนี้ไม่รู้เป็นไอเดียใคร ช่างคิดช่างฝันช่างมีสติปัญญาอันล้ำเลิศจริงๆ ยามนี้จะมีกี่บริษัทที่พร้อมจะบริจาคเงิน ถ้าเขาถามว่าเงินที่บริจาคนั้นจะไปช่วยรายไหนกลุ่มไหนบ้างจะตอบเขาอย่างไร หรือเขาเลือกเอาเงินไปบริจาคด้านอื่นที่ได้รับลดหย่อนได้เท่ากันหรือมากกว่าไม่ดีกว่าหรือ ถ้าไม่มีคนบริจาคหรือได้เงินเข้ากองทุนน้อย แปลว่าจะปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมอย่างนั้นหรือ ผู้ประกอบการที่กำลังจะขาดใจตายกลายเป็นต้องนั่งรอคอยเงินจากผู้ใจบุญมาช่วย...คิดได้ไง
ผมไม่อยากมองโลกในแง่ร้าย เดี๋ยวจะหาว่ายังไม่ทันเริ่มต้นก็ต่อว่ากันเสียแล้ว รอดูต่อไปก็ได้ว่าหนังเรื่องนี้จะจบอย่างไร แต่ขอบอกเลยครับว่าผู้ประกอบการคงไม่แฮปปี้กับไอเดียนี้ มันเหมือนผู้ป่วยอนาถาที่รอเงินบริจาคจากแรงศรัทธาที่ยังไม่เห็นตัวตน อยากขอผู้ใหญ่ทบทวนให้ดี
เวลานี้เขาลำบากมาก ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเหล่านั้นก็เคยทำประโยชน์ต่อส่วนรวมไว้มากไม่ว่าจะเสียภาษี หรือจ่ายเงินประกันสังคม หรือแม้แต่จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมให้แบงก์ที่รัฐเป็นเจ้าของก็ไม่ใช่น้อย หากจะเทียบกับการที่รัฐบาลทุ่มเงินช่วยเหลือให้กับกองทุนอื่นๆ หรือเงินช่วยพี่น้องเกษตรกรในแต่ละปีก็เทียบไม่ได้เลย ดังนั้นโปรดคิดอีกที หางบประมาณมาเติมกองทุนแบบเป็นเรื่องเป็นราวแทนการรอเศษเงินบริจาคจะได้หรือไม่ ไหนๆ ก็เป็นครั้งแรกที่มีการตั้งกองทุนช่วยเอสเอ็มอี ซึ่งสังคมนี้ต่างแซ่ซ้องสรรเสริญรัฐบาลอย่างกึกก้อง ขอได้โปรดช่วยทุ่มทุนให้ได้มากที่สุดเถอะครับ







