
ปัญหาหนี้ครัวเรือน เหนี่ยวรั้งเศรษฐกิจไทย
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
หนี้ครัวเรือนของไทยล่าสุดแม้จะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงตามการชะลอตัวของสินเชื่อโดยรวม แต่ยังคงอยู่ในระดับที่สูง ข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนของไทยมีมูลค่าประมาณ 10.84 ล้านล้านบาท คิดเป็น 81.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เป็นสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับปี 2557 และปี 2558 ที่ผ่านมา โดยหนี้ครัวเรือนมีอัตราการขยายตัว 5.2% เทียบกับอัตราการขยายตัวของรายได้ครัวเรือน 2.5% ถือว่ายังมีช่องว่างอยู่ประมาณ 2.7% ซึ่งเมื่อเศรษฐกิจขยายตัวดีขึ้น อัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้จะปรับสูงขึ้น น่าจะทำให้ระดับหนี้ครัวเรือนลดลงได้ในที่สุด
ด้านผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนในปี 2558 ของสํานักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ที่เก็บข้อมูลเกี่ยวกับรายได้ ค่าใช้จ่าย ภาวะหนี้สิน และทรัพย์สินของครัวเรือนทั่วประเทศ ซึ่งรายงานผลสำรวจเมื่อเดือน เม.ย. 2559 พบว่า ครัวเรือนไทยมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 26,915 บาท และมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 21,157 บาท การที่มีรายได้ต่อค่าใช้จ่ายใกล้เคียงกัน เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ภาระหนี้ลดลงได้ช้า มีแนวโน้มจะก่อหนี้ใหม่ และยิ่งอัตราดอกเบี้ยในระยะต่อไปปรับสูงขึ้นจะยิ่งทำให้ภาระการจ่ายหนี้ต่องวดเพิ่มขึ้นด้วย จึงมีความเสี่ยงที่จะมีการผิดนัดชำระหนี้เพิ่ม และเกิดหนี้เสียในระบบเพิ่มได้ง่าย
สภาพดังกล่าว ทำให้หนี้ครัวเรือนยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย
นอกจากนี้ จากการสุ่มสำรวจครัวเรือนทั่วประเทศประมาณ 21 ล้านครัวเรือน พบว่า 10.4 ล้านครัวเรือน หรือ 49.1% เป็นครัวเรือนที่มีหนี้สิน โดยมีจำนวนหนี้สินเฉลี่ย 156,770 บาท/ครัวเรือน ส่วนใหญ่เป็นการก่อหนี้เพื่อใช้ในครัวเรือน 75% อาทิ เพื่อการอุปโภคบริโภค 41.3% ใช้ในการซื้อบ้านและที่ดิน 32.4% และใช้ในการศึกษา 1.3% ส่วนหนี้เพื่อใช้ในการลงทุนและอื่นๆ มีสัดส่วนประมาณ 25% ส่วนใหญ่หนี้ส่วนนี้จะเป็นหนี้เพื่อใช้ทำการเกษตร
วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า แม้ว่าระดับหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีจะยังสูง แต่ไม่ใช่ประเด็นที่น่าห่วงมากนัก แต่ในปีนี้จะมีแนวโน้มลดลงได้หรือไม่นั้น หากเศรษฐกิจขยายได้ดีขึ้นต่อเนื่อง หนี้ครัวเรือนก็สามารถลดลงได้อีก เพราะถ้าเศรษฐกิจขยายได้ดี แสดงว่ารายได้จะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ต่อรายได้ลดลง
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า เท่าที่ดูหนี้ก้อนใหญ่ของครัวเรือนในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา เป็นหนี้จากสินเชื่อสัญญาเช่าทางการเงิน (ลีสซิ่ง) หรือสินเชื่อเช่าซื้อ (ไฮ-เพอร์เชส) จากสินเชื่อรถยนต์คันแรก ซึ่งปัจจุบันมีการปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากราคารถยนต์มือสองเริ่มสูงขึ้นบ้าง สะท้อนว่าหนี้กลุ่มนี้ปรับตัวดีขึ้น
นอกจากนี้ ยังเป็นหนี้จากภัยแล้งในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาของปีนี้ด้วย ทำให้หนี้ครัวเรือนอาจจะปรับตัวสูงขึ้นบ้าง เพราะคนที่เป็นครัวเรือนภาคเกษตรมีการยืมเงินมาหมุนเพิ่มขึ้นบ้าง จากราคาสินค้าเกษตรที่ถูก แต่จากการประเมินสถานะของหนี้ครัวเรือนแม้จะไม่น่าห่วง แต่ก็ต้องติดตามดูด้วยว่าสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (นันแบงก์) ที่มีบทบาทในการปล่อยกู้ให้ครัวเรือนมากขึ้น จะส่งผลอย่างไรต่อระดับหนี้ในระยะต่อไป รวมทั้งยังต้องดูความเสี่ยงจากการให้กู้เงินเพื่อนำไปประกอบธุรกิจด้วยว่าจะเป็นอย่างไร
ต่อไป เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ยังไม่ฟื้นตัวอาจกระทบต่อภาระหนี้ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเป็นพิเศษ บวกกับต้องดูความเสี่ยงจากหนี้ที่กู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยด้วยว่าจะได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตหรือไม่
“ผมว่าหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีชะลอลงบ้างแล้ว ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 81% ถึงยังดูสูง แต่ไม่น่าห่วง เพราะถ้าดูไส้ในของหนี้ มาจากหนี้ที่กู้ซื้อที่อยู่อาศัย และกู้ไปทำธุรกิจด้วย บางส่วนมีการ
กู้ยืมไปเพื่อการศึกษา หากภาคเศรษฐกิจปรับดีขึ้น ก็เชื่อว่าแนวโน้มหนี้ครัวเรือนจะลดลงได้ เพียงแต่ขออย่าให้มีโครงการใหม่ๆ ที่จะไปกระตุ้นการกู้หนี้ครัวเรือนเพิ่มเข้ามาอีก” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว
ทั้งนี้ จากข้อมูลการศึกษาของ ธปท.พบว่า หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีที่ 81% นั้น แบ่งเป็น หนี้ที่กู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยเป็นส่วนใหญ่ ประมาณ 28% ของหนี้รวม และบางส่วนเป็นหนี้ที่กู้ไปเพื่อใช้ทำธุรกิจด้วย ในรูปการกู้ของบุคคลที่มีสัดส่วนประมาณ 18% ซึ่งหากจำแนกตามสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ จะพบว่า หนี้ของครัวเรือนมาจากการกู้ในธนาคารพาณิชย์ 42.9% สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 29.2% สหกรณ์ออมทรัพย์ 15.2% สถาบันการเงินอื่นๆ ทั้งบริษัทเงินทุน บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ นันแบงก์ ที่ให้กู้สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบัตรเครดิตอีกประมาณ 12.7%
สำหรับยอดคงค้างสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ล่าสุดในเดือน พ.ค.ปีนี้ จะพบว่า มียอดหนี้อยู่ที่ 3.13 แสนล้านบาท ขยายตัวจากระยะเดียวกันปีก่อน 1.9 หมื่นล้านบาท หรือ 6.64% และ 3.26 แสนล้านบาท ขยายตัวเพิ่ม 1.06 หมื่นล้านบาท หรือ 3.38% จะเห็นได้ว่าอัตราขยายตัวไม่ได้สูงมาก เนื่องจากสถาบันการเงินยังเข้มงวดการให้กู้
ด้าน รณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า หากดูในแง่ความสามารถในการชำระหนี้ต่อรายได้ (DSR) ธปท.ก็พยายามดูไม่ให้หย่อนไป และไม่ให้ตึงไป แต่ในการบริหารความเสี่ยงโดยรวมของสถาบันการเงินนั้น เท่าที่ดูสถาบันการเงินยังสามารถดูแลได้ดี ภายใต้กรอบที่เหมาะสม ทำให้ไม่จำเป็นต้องกำหนดเกณฑ์ DSR ว่าต้องไม่เกินเท่าไร เพราะสถาบันการเงินแต่ละแห่งมีลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน มีความเสี่ยงต่างกัน บวกกับความเสี่ยงของสินทรัพย์ที่นำมาเป็นหลักประกัน เช่น บ้าน ก็มีความต่างกันในการตีมูลค่าหลักประกัน
ดังนั้น จึงควรให้สถาบันการเงินพิจารณาหรือกำหนดความเสี่ยงการให้กู้ของแต่ละแห่งเอง ธปท.จะไม่เข้าไปควบคุม ยกเว้นในอนาคตมีปัญหาและอาจกระทบเสถียรภาพระบบการเงินโดยรวม ก็อาจจะพิจารณาเกณฑ์การควบคุมก็เป็นได้
เมื่อดูจากข้อมูลสถานการณ์ข้างต้น พอสรุปได้ว่า หนี้ครัวเรือนยังไม่สร้างปัญหาในแง่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่ก็ถือว่าเป็นปัจจัยที่มาฉุดรั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจพอสมควร ทั้งในช่วงที่ผ่านมาและในอนาคตข้างหน้า เพราะตราบใดที่ประชาชนยังมีหนี้จำนวนสูง ก็ย่อมมีความระมัดระวังการใช้จ่าย ส่งผลให้การจะใช้นโยบายการเงิน หรือมาตรการการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจากกำลังซื้อในประเทศกลายเป็นเรื่องยาก
และในอีกแง่หนึ่ง การที่ครัวเรือนยังมีภาระหนี้ที่สูง กลายเป็นเรื่องเปราะบาง เพราะหากรายได้ของครัวเรือนเปลี่ยนหรืออัตราดอกเบี้ยปรับขึ้น หนี้ที่มีอยู่ก็อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้







