
สถิติกับการวางแผนค่ารักษา รับมือวัยเกษียณ
โดย...วารุณี อินวันนา
โดย...วารุณี อินวันนา
สัปดาห์ที่ผ่านมา สมาคมสถิติแห่งประเทศไทย ได้มอบรางวัล “นักสถิติวิชาชีพดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2559” ให้ พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน ประธานบริษัท เอบีเอส (Actuarial Business Solutions) และนายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย ซึ่งรางวัลนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 4 โดยเป็นรางวัลที่มอบให้กับผู้ที่มีความโดดเด่นด้านการนำสถิติมาช่วยพัฒนาธุรกิจและ
สังคมไทย
สำหรับ พิเชฐ เขาได้รับฉายาในวงการประกันภัยว่า เป็น “ขงเบ้งของโลกประกัน” เขาเคยผ่านการทำงานกับบริษัทประกันชีวิตชั้นนำของโลก ก่อนจะออกมาตั้งบริษัท เอบีเอส ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาในการแก้ปัญหาทางธุรกิจ โดยใช้สถิติและคณิตศาสตร์ประกันภัยเมื่อต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เขาระบุว่า สถิติสามารถนำมาใช้ในการวิเคราะห์ความเสี่ยงและวางแผนการเงินสำหรับบุคคลทั่วไปและธุรกิจในอนาคต เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้
ในด้านการวางแผนการเงินรับมือกับค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของผู้สูงอายุในสังคมไทยนั้น พิเชฐ เห็นว่า ไม่เพียงแต่รัฐบาล แต่รวมถึงประชาชนเอง จำเป็นต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการวางแผนรับมือ เพราะสำนักงานสถิติแห่งชาติและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) วิเคราะห์ออกมาแล้วว่า แนวโน้มที่ผู้สูงอายุจะต้องดูแลตัวเองในอีก 15 ปีข้างหน้ามีสูงมาก เนื่องจากอัตราการเกิดต่ำมาก และมีผู้นิยมใช้ชีวิตแบบคนโสด ไม่แต่งงานสูงขึ้น
นอกจากนี้ ผู้สูงอายุในอีก 15 ปีข้างหน้า จะคิดเป็น 1 ใน 4 ของประชากรทั้งประเทศ และจะเป็น 1 ใน 3 ในอีก 20 ปีข้างหน้า รวมทั้งครึ่งหนึ่งของคนสูงอายุจะเป็นโรคร้ายแรง อาทิ มะเร็ง หัวใจ เส้นเลือดในสมอง เบาหวาน ไต ปอด อัลไซเมอร์ ขณะที่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการรักษาพยาบาลต่อการเข้าโรงพยาบาลหนึ่งครั้งอยู่ที่ 3 หมื่นกว่าบาท ซึ่งสูงกว่าคนไม่สูงอายุประมาณ 1 หมื่นกว่าบาท
“กองทุนสหประชาชาติเพื่อประชากร (UNFPA) ออกรายงานล่าสุดเมื่อปี 2552 ว่า ค่าใช้จ่ายในการเข้าโรงพยาบาลหนึ่งครั้งของผู้สูงอายุในไทยเท่ากับ 1.75 หมื่นบาท โดยค่ารักษาพยาบาล 1 ล้านบาท จะเป็นค่ารักษาของผู้หญิง 5.5 แสนบาท และเป็นค่ารักษาของผู้ชาย 4.5 แสนบาท” พิเชฐ กล่าว
ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านค่ารักษาพยาบาลของทั่วโลกที่มีสถาบันการเงินแห่งหนึ่งทำวิจัยไว้เมื่อ 2 ปีก่อน พบว่าอัตราเงินเฟ้อด้านค่ารักษาพยาบาลในเอเชียเพิ่มขึ้นปีละ 10% ส่วนไทยเพิ่มขึ้นปีละ 8% สมมติปีนี้จ่ายค่ารักษา 108 บาท ปีหน้าจะต้องจ่ายเพิ่มอีก 8 บาท เป็น 116 บาท ในการรักษาโรคเดียวกัน
ขณะเดียวกัน ภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของประเทศทั่วโลก คิดเป็น 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โดยประเทศที่มีสวัสดิการด้านการดูแลสุขภาพประชาชนดีมากๆ อย่างสหรัฐอเมริกา มีสัดส่วนสูงถึง 17% ของจีดีพี ส่วนไทยอยู่ที่ 6.5% ของจีดีพี และอาเซียนอยู่ที่ 4.5% ของจีดีพี
พิเชฐ กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อด้านค่ารักษาไม่มีใครควบคุมได้ เนื่องจากโลกจำเป็นต้องพัฒนาด้านเทคโนโลยีให้ดูแลสุขภาพคนได้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีก จึงแน่นอนว่าค่ารักษาจะแพงขึ้นทุกปี แต่สิ่งที่ทำได้คือการวางแผนการเงินเพื่อรับมือกับค่ารักษาที่จะสูงขึ้นในอนาคต
ทั้งนี้ จากการประเมินค่าใช้จ่ายด้านการรักษาให้ครอบคลุมการเจ็บป่วย อุบัติเหตุ และโรคร้ายแรง กรณีผู้ป่วยใน หรือนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลอย่างสบายใจอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาท/ปี ถ้าใครที่พอจะมีเงินก้อนอยู่แล้วก็ถือว่าเพียงพอ
อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่จะไม่มีเงินก้อนมากพอที่จะรับมือกับค่ารักษาดังกล่าวจึงต้องหาวิธีอื่น คือ การประกันสุขภาพ โดยระดับทุนประกัน 1 ล้านบาท จะมีเบี้ยประกันผันแปรตามช่วงอายุ คือ ถ้าผู้เอาประกัน อายุ 60-65 ปี เบี้ยประกันสุขภาพจะอยู่ที่ 2-2.5 หมื่นบาท/ปี หากอายุ 65-70 ปี เบี้ยประกันสุขภาพจะอยู่ที่ประมาณ 3-4 หมื่นบาท อายุ 71-75 ปี เบี้ยจะอยู่ที่ 5-6 หมื่นบาท และอายุ 76-80 ปี เบี้ยจะอยู่ประมาณ 8 หมื่น-1 แสนบาท/ปี
ในฐานะนักสถิติ พิเชฐ มองว่า การเข้าสู่ยุคดิจิทัล หรือไทยแลนด์ 4.0 จะทำให้ธุรกิจมีข้อมูลจำนวนมาก หลากหลายประเภท สามารถนำมาวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภค สามารถที่จะออกแบบสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้ตรงกับความต้องการของแต่ละคนได้ ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์ของผู้บริโภคที่จะวางแผนชีวิตในอนาคตได้แม่นยำขึ้น
ในมุมด้านการรักษาพยาบาล โรงพยาบาลแต่ละแห่งสามารถที่จะแชร์ข้อมูลประวัติการรักษาของคนไข้ผ่านระบบออนไลน์ เช่น ในญี่ปุ่น คลินิกแต่ละแห่งสามารถเชื่อมต่อข้อมูลกันได้ ทำให้เมื่อเกิดเหตุที่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาฉุกเฉินในคลินิกอีกแห่งหนึ่ง จะสามารถรู้ประวัติการรักษา ประวัติการแพ้ยา หรือ โรคประจำตัวของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาได้ ทำให้ช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย จึงเชื่อว่าธุรกิจโรงพยาบาลในไทยจะพัฒนาไปถึงจุดนั้นเช่นเดียวกันในอนาคต
ทั้งนี้ พิเชฐ มองว่า คนไทยควรต้องมีทั้งความมั่งคั่งทางการเงินและความมั่นคงทางสุขภาพ ซึ่งเรียกว่า Wealth Health Optimization ควบคู่กันไป เพื่อความสุขที่สมดุล โดยพร้อมที่จะให้คำปรึกษาฟรี







