
แบงก์รัฐเตรียมแยกบัญชี
ธปท.ออกหนังสือเวียนให้แบงก์รัฐรองรับมาตรฐานบัญชีเดียว แยกบัญชีโครงการรัฐ และขอความร่วมมือในการอายัดเงินทุนผู้ก่อการร้าย
ธปท.ออกหนังสือเวียนให้แบงก์รัฐรองรับมาตรฐานบัญชีเดียว แยกบัญชีโครงการรัฐ และขอความร่วมมือในการอายัดเงินทุนผู้ก่อการร้าย
นางวจีทิพย์ พงษ์เพ็ชร ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ออกหนังสือถึงสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) ทุกแห่ง ให้เตรียมความพร้อม ทั้งในด้านนโยบาย วิธีปฏิบัติงาน และระบบงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับการปฏิบัติตามมาตรการของรัฐบาล ในเรื่องการส่งเสริมบัญชีเล่มเดียว และการยกเว้นและลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งลงราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2559
ทั้งนี้ ในราชกิจจาฯ กำหนดให้ ธปท.กำกับดูแลให้สถาบันการเงินใช้บัญชีเดียว และงบการเงินที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลแสดงต่อกรมสรรพากรในการยื่นภาษีเงินได้ เป็นหลักฐานในการทำธุรกรรมทางการเงิน และขออนุมัติสินเชื่อกับสถาบันการเงินตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2562 เป็นต้นไป
นายรณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า ต่อไปธนาคารรัฐต้องมีการแยกบัญชีโครงการของรัฐออกมาให้ชัดเจนตามโครงการรัฐหรือตามนโยบายรัฐ หรือธนาคารรัฐนั้นพิจารณาปล่อยกู้เองออกจากกันให้โปร่งใส จากเดิมที่ยังไม่มีอะไรรองรับเป็นเพียงการขอความร่วมมือปากเปล่าเท่านั้น ช่วยให้เกิดความโปร่งใสมากขึ้น และจะรู้วงเงินความเสียหายที่แบงก์รัฐได้รับจากการสนับสนุนนโยบายรัฐบาล ทำให้การจ่ายเงินชดเชยชัดเจนว่าจำนวนเท่าใด ส่วนธนาคารพาณิชย์เองมีการทำบัญชีที่แยกชัดเจนอยู่แล้ว อย่างไรก็ดี การไม่มีบัญชีเดียวไม่ได้หมายความว่าจะไม่ปล่อยกู้แต่อย่างใด
นอกจากนี้ ธปท. ยังได้ออกหนังสือถึงสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทุกแห่ง ให้ความร่วมมือดำเนินการตามมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ว่าด้วยการต่อต้านการก่อการร้ายที่ 2253 (ค.ศ. 2015) และ 2255 (ค.ศ. 2015) ที่เป็นข้อตกลงที่สืบเนื่องจากความร่วมมือในการต่อต้านการก่อการร้าย จากการก่อการร้ายในสหรัฐโดยกลุ่มอัลกออิดะห์ และต่อมาโดยรัฐอิสลาม หรือไอเอส
ทั้งนี้ ประเทศไทยก็เป็นสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงฯ ต้องดำเนินการตามมติสหประชาชาติ ในเรื่องการอายัดทรัพย์สินในทันที ซึ่งทุน เงินทุน และทรัพยากรทางเศรษฐกิจของบุคคล คณะบุคคล การดำเนินการและองคภาวะต่างๆ รวมถึงทรัพยากรทางการเงินที่ได้มาจากทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้การครอบครองและควบคุมทั้งทางตรงและทางอ้อมของบุคคลเหล่านี้ รวมทั้งของบุคคลที่ดำเนินการแทน หรืออยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของบุคคลเหล่านี้ และทำให้มั่นใจว่าทุกสิ่งข้างต้น รวมถึงทุน เงินทุน และทรัพยากรทางเศรษฐกิจอื่นๆ ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ทั้งทางตรงและทางอ้อม และบุคคลเหล่านี้ โดยคนร่วมสัญชาติหรือบุคคลภายในอาณาเขตของรัฐสมาชิกรวมทั้งไทย ดังนั้น ธปท.จึงแจ้งให้สถาบันการเงินให้ความร่วมมือดำเนินการดังกล่าว







