
Small but RICH!!! สิ่งเล็กๆที่ทำให้รวยได้ไม่ยาก
วิธีการที่จะทำให้คนที่มีเงินทุนน้อยๆ กลายเป็นนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ได้ไม่ยาก ซึ่งช่องทางการลงทุนของเงินจำนวนเล็กๆ มีอยู่หลายช่องทาง ที่ต้องเรียกว่าเป็น “Small but RICH”...
วิธีการที่จะทำให้คนที่มีเงินทุนน้อยๆ กลายเป็นนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ได้ไม่ยาก ซึ่งช่องทางการลงทุนของเงินจำนวนเล็กๆ มีอยู่หลายช่องทาง ที่ต้องเรียกว่าเป็น “Small but RICH”...
โดย...สวลี ตันกุลรัตน์
คนเรามักมองข้าม “สิ่งเล็กๆ” ยิ่งเป็นสิ่งเล็กๆ ที่อยู่ใกล้ๆ ตัวยิ่งมองไม่เห็นเข้าไปใหญ่ โดยที่ลืมไปว่า “Small is Beautiful” สิ่งเล็กๆ นั้นสวยงามแค่ไหน
แม้กระทั่งในการลงทุน ยังมีคนคิดค้นวิธีการที่จะทำให้คนที่มีเงินทุนน้อยๆ กลายเป็นนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ได้ไม่ยาก ซึ่งช่องทางการลงทุนของเงินจำนวนเล็กๆ มีอยู่หลายช่องทาง ที่ต้องเรียกว่าเป็น “Small but RICH”
ธุรกิจเครือข่าย
ในทางทฤษฎีธุรกิจเครือข่าย หรือ MLM เป็นระบบที่ทำให้เราสามารถเป็น “เจ้าของธุรกิจ” เหมือนซื้อแฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้อด้วยเงินเพียงเล็กน้อย แค่หลักร้อยหรือหลักพันบาทเท่านั้น แต่ที่พิเศษกว่าการเป็นเจ้าของร้านสะดวกซื้อที่หน้าปากซอยก็คือ รายได้หลักของธุรกิจ MLM จะมาจาก 2 ทาง คือ ส่วนแบ่งกำไรจากการขายสินค้าด้วยตัวเองและส่วนแบ่งกำไรจากสมาชิกในสายงาน
นอกจากนี้ เมื่อร้านค้าของเราประสบความสำเร็จ มีลูกค้า “ติดตลาด” และขยายเครือข่ายไปอย่างกว้างขวาง ก็จะทำให้มีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องลงเงินและลงแรงอีกแล้ว ซึ่งธุรกิจที่ใช้ระบบการตลาดแบบ MLM เจ้าใหญ่ๆ ที่พอจะนึกออกในตอนนี้ก็เช่น แอมเวย์, เฮอร์บาไลฟ์, กิฟฟารีน และอื่นๆ อีกมากมาย ก็เชิญชวนคนเข้าไปร่วมธุรกิจด้วยแนวคิดแบบนี้
แต่อย่าไปเชื่อคำพูดสวยๆ กำไรเหลือเชื่อ ให้นึกถึงความเป็นจริง และรู้จักประมาณตัวเอง มีน้อยลงทุนน้อย ค่อยๆ ก้าว จะดีที่สุด
กองทุนรวม
มาถึงวันนี้ ถ้าพูดถึง “กองทุนรวม” ก็น่าจะมีคนรู้จักมากขึ้น แต่เชื่อเถอะว่ายังมีคนอีกมากที่เคยได้ยินชื่อ แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร และอีกมาก (จริงๆ) ที่ยังไม่เคยลงทุน ทั้งๆ ที่การลงทุนในกองทุนรวมเป็นการลงทุนที่เหมาะมากสำหรับเงินจำนวนเล็กๆ ที่ช่วยให้มีกำไรได้เป็นกอบเป็นกำได้ไม่ยาก
กองทุนรวม คือ การระดมเงินลงทุนจำนวนเล็กๆ จากคนจำนวนมากๆ ไปรวมกันตั้งเป็นกองทุนขึ้นมาเพื่อนำไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ รวมไปถึงเข้าไปเป็นเจ้าของกิจการระดับโลก โดยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เป็นคนบริหารจัดการ
แน่นอนว่าการบริหารจัดการกองทุนของผู้จัดการกองทุนที่มีความเป็นมืออาชีพ ย่อมจะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าประชาชนคนธรรมดาที่ไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจด้านการลงทุน จึงเป็นที่มาของความเป็นไปได้ที่เงินลงทุนจำนวนเล็กๆ ที่ใส่ลงไปในกองทุนจะค่อยๆ เพิ่มพูนขึ้นได้ไม่ยาก
และเงินจำนวนเล็กๆ ที่สามารถนำไปลงทุนในกองทุนรวมได้ ก็จะเริ่มตั้งแต่ 2,000 บาท ในการลงทุนครั้งแรก และในคราวต่อๆ ไปก็แค่ครั้งละ 1 บาท ซึ่งในปัจจุบัน บลจ.ที่น่าจะเป็นขวัญใจคนเงินน้อยก็คือ บลจ.ทหารไทย ขณะที่ บลจ.อื่นๆ ยังกำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำไว้สูงกว่านี้
เปิดบัญชีแคช บาลานซ์
แต่ถึงจะมีเงินออมอยู่เล็กๆ น้อยๆ ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถลองฝีมือลงทุนในหุ้นด้วยตัวเองได้ เพราะเราสามารถเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นประเภทเงินสด (Cash Account หรือ Post-Paid) และบัญชีประเภทเงินสดแบบเงินฝาก (Cash Balance Account หรือ Pre-Paid)
สำหรับบัญชีประเภท Cash เราเพียงแค่วางหลักประกันเอาไว้ 15% ของวงเงินที่ต้องการซื้อขาย แต่หลังจากส่งคำสั่ง|ซื้อแล้ว เราต้องชำระเงินภายใน 3 วัน แต่วงเงินที่จะซื้อขายหุ้นได้ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หรือโบรกเกอร์
เพราะฉะนั้น ถ้าไม่อยากรอลุ้นว่าโบรกเกอร์จะอนุมัติวงเงินในการซื้อขายหุ้นให้สักเท่าไร ก็ต้องเปิดบัญชี Cash Balance ซึ่งเป็นบัญชีแบบที่เราต้องนำเงินไปฝากไว้ที่โบรกเกอร์ และสามารถซื้อหุ้นได้ตามจำนวนเงินที่เราไปฝากเอาไว้เท่านั้น โดยที่โบรกเกอร์หลายแห่งไม่ได้กำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำ ทำให้คนเงินเล็กๆ ไม่กี่พันบาทก็สามารถทดลองฝีมือได้ไม่ยาก
คนเงินน้อยแต่ฝันใหญ่อย่างเรา นอกจากจะต้องเปิดบัญชี Cash Balance แล้ว ยังควรจะซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ต เพราะค่าธรรมเนียมหรือค่าคอมมิชชันต่ำกว่าการส่งคำสั่งซื้อขายผ่านเจ้าหน้าที่การตลาด (มาร์เก็ตติง)
ค่าคอมมิชชันสำหรับการส่งคำสั่งซื้อขายผ่านเจ้าหน้าที่จะเท่ากับ 0.25% ของมูลค่าซื้อขาย และขั้นต่ำวันละ 100 บาท แต่ถ้าเป็นการส่งคำสั่งซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตจะมีค่าคอมมิชชันขั้นต่ำวันละ 50 บาท โดยค่าคอมมิชชันบัญชี Cash เท่ากับ 0.2% และบัญชี Cash Balance เท่ากับ 0.15% ของมูลค่าซื้อขาย
Stock Futures
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับ|หุ้นสามัญรายตัว (Single Stock Futures) คือการซื้อขายหุ้นล่วงหน้า มีวิธีการลงทุนแบบเดียวกับฟิวเจอร์สประเภทอื่นๆ เพียงแต่จะเปลี่ยนสินค้าอ้างอิง เช่น SET50 Index Futures เป็นฟิวเจอร์สที่อ้างอิงกับดัชนี SET50
และข้อดีเหมือนๆ กันของฟิวเจอร์ส คือ ใช้เงินลงทุนน้อยกว่าการลงทุนโดยตรง เพราะเราสามารถเริ่มต้นลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ เช่น บริษัท บ้านปู (BANPU) ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ปตท. (PTT) ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) และปูนซิเมนต์ไทย (SCC) เพียงแค่วางเงินประกันขั้นต้นประมาณ 20% ของมูลค่าสัญญา
นอกจากนี้ การลงทุนใน Stock Futures ยังสามารถทำกำไรได้ไม่ว่าหุ้นจะขึ้นหรือหุ้นจะลง และเพราะใช้เงินลงทุนจำนวนน้อยกว่า ทำให้อัตรากำไรสูงกว่าการลงทุนหุ้นโดยตรง
เพราะฉะนั้น ถ้าจะซื้อหุ้น BANPU ที่ราคา 616 บาท (ราคาปิดเมื่อวันที่ 11 ส.ค.) จำนวน 1,000 หุ้น ก็ต้องใช้เงิน 616,000 บาท แต่ถ้าเป็น Stock Futures ของหุ้น BANPU ที่ครบอายุเดือน ก.ย. 2553 ที่มีชื่อว่า BANPUU10 จำนวน 1 สัญญา (เท่ากับ 1,000 หุ้น) โดยวางเงินประกัน 20% จะใช้เงินเพียง 32,200 บาท เท่านั้น
แต่ไม่ได้หมายความว่า มีเงินแค่ 32,200 บาทก็เพียงพอ เพราะต้องเตรียมเงินอีกส่วนหนึ่งไว้เผื่อราคาหุ้นไม่เป็นดังหวังก็อาจจะถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม
ถ้าเป็นนักลงทุนที่คุ้นเคยกับการลงทุนใน Warrant น่าจะทำความเข้าใจการลงทุน Derivative Warrants (DW) ได้ไม่ยาก เพราะ DW ก็คือ Warrant ประเภทหนึ่ง เป็น “สิทธิในการซื้อหุ้น” เช่นเดียวกัน
เพียงแต่ Warrant จะออกโดยบริษัทจดทะเบียนเอง เช่น ถ้า บริษัท ปตท. อยากจะออก Warrant ซึ่งเป็นสิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนก็อาจจะใช้ชื่อว่า PTT-W1
ขณะที่ ผู้ออก DW เพื่อให้สิทธิในการซื้อหุ้น PTT ได้โดยไม่ได้เป็นเจ้าของหุ้น PTT แต่ต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และผู้ออก DW ต้องเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขต่างๆ ของ DW รวมทั้งราคาที่ผู้ถือ DW จะมาใช้สิทธิและอัตราการใช้สิทธิต่อหน่วย
เช่น DW ของ หุ้น PTT รุ่น C ที่ออกโดย บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ใช้ชื่อว่า PTT13CC กำหนดราคาใช้สิทธิ 254 บาท และอัตราการใช้สิทธิต่อหน่วยเท่ากับ 0.04 หรือ 25 DW ต่อ 1 หุ้น
PTT13CC มีราคาเสนอขายอยู่ที่ 1.17 บาท ในขณะที่ หุ้น PTT (ราคาปิดวันที่ 11 ส.ค.) อยู่ที่ 250 บาท จึงเท่ากับว่า เราจ่ายเงินจำนวนน้อยกว่าการซื้อหุ้นโดยตรง หรือซื้อหุ้นที่ราคาสูงๆ (ไม่ใช่ราคาแพงๆ) ได้ด้วยเงินจำนวนน้อยลง และสามารถสร้างผลตอบแทนได้ในอัตราที่มากกว่าการซื้อหุ้น
ทองแท่งจิ๋ว
สำหรับคนชอบทองคำจะลงทุนทองคำแท่งก็ต้องมีเงินลงทุนมากพอสมควร เพราะการลงทุนในแต่ละครั้งต้องใช้เงินมากกว่า 9 หมื่นบาท จากราคาทองคำแท่งขายออกบาทละ 18,350 บาท (วันที่ 13 ส.ค.) และต้องซื้อขั้นต่ำ 5 บาททองคำ ก็คิดเป็นเงิน 91,750 บาท
เพราะฉะนั้น คนชอบลงทุนทองคำที่กระเป๋าเงินยังไม่อำนวย ถ้าจะหันไปซื้อทองรูปพรรณ ก็ต้องถูกบวกค่ากำเหน็จไป 400 บาท โดยราคาทองรูปพรรณขายออกอยู่ที่บาทละ 18,750 บาท
เลยต้องหันไปพึ่ง “ทองแท่งจิ๋ว” ที่ออกโดย บริษัท ออสสิริส โดยที่เหรียญทองคำน้ำหนัก 1 บาท บวกค่าธรรมเนียมจากราคาทองคำที่สมาคมค้าทองคำประกาศ 150-200 บาท และ 200-250 บาท สำหรับเหรียญขนาด 2 บาท
Mini Gold Futures
เดิมทีตลาดอนุพันธ์มี Gold Futures อยู่แล้ว โดยเป็น Gold Futures ที่ 1 สัญญา มีขนาดเท่ากับทองคำน้ำหนัก 50 บาท ซึ่งนักลงทุนจะต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นในการวางหลักประกันขั้นต่ำ 5.7 หมื่นบาท (หรือประมาณ 6 หมื่นบาท) บวกกับเงินที่ต้องเตรียมไว้สำหรับวางหลักประกันเพิ่ม จึงทำให้เป็นเรื่องยากสำหรับนักลงทุนเงินเล็กๆ
แต่ Gold Futures รุ่นใหม่ล่าสุด ที่เพิ่งจะออกตลาดเมื่อวันที่ 2 ส.ค. ลดขนาดลงมาเหลือ 1 สัญญา เท่ากับทองคำน้ำหนัก 10 บาท ซึ่งคนในวงการเรียกชื่อเล่นของ Gold Futures นี้ว่า “Mini Gold Futures”
นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกลุ่มเอ็มทีเอส โกลด์ บอกว่า มินิโกลด์อันนี้จะก้าวขึ้นมาเป็นพระเอกคนใหม่ของตลาดอนุพันธ์ เพราะสามารถกลบรัศมีของ Gold Futures แบบ 50 บาท จนมิด เพราะมินิโกลด์จะใช้เงินลงทุนขั้นต้นเพียง 11,400 บาท (คงจะดีถ้าจะเตรียมเงินไว้ไม่ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท)
นอกจาก Mini Gold Futures จะใช้เงินลงทุนเริ่มต้นต่ำลงแล้ว ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายก็ถูกทอนลงมาเหลือ 1 ใน 5 ของ Mini Gold Futures แบบ 50 บาท ขณะที่ตลาดมีสภาพคล่องสูงขึ้น แต่ราคาก็น่าจะผันผวนมากขึ้นด้วย
เล็กๆ แต่บ่อยๆ
ไม่ว่าจะลงทุนด้วยจำนวนเล็กๆ น้อยๆ แค่ไหนก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้เงินจำนวนเล็กๆ ไปถึงเป้าหมายแห่งความร่ำรวยได้ไม่ยาก คือ ทำเป็นประจำ ทำอย่างสม่ำเสมอ โดยจะใช้หลักการของ Dollar Cost Averaging (DCA) หรือการลงทุนแบบเฉลี่ยต้นทุน
ทั้งกองทุนรวม หุ้น หรือแม้กระทั่งทองคำ ก็สามารถลงทุนน้อยๆ ทยอยออมได้เช่นเดียวกัน เพราะ บลจ.แทบทุกแห่งมีโครงการที่ให้นักลงทุนลงทุนเป็นจำนวนเงินไม่มาก แต่สม่ำเสมอ ขณะที่โบรกเกอร์หลายแห่งก็มีโครงการลักษณะนี้เช่นกัน ขณะที่ทองคำก็มีช่องทางให้ “ออมทอง” ได้เหมือนกัน
ทีนี้ก็เหลือแค่ว่าเราจะเริ่มต้นนำเงินจำนวนเล็กๆ ในกระเป๋าเงินออกไปเริ่มต้นลงทุนเสียที แล้วรอเวลาที่สิ่งเล็กๆ จะนำความรวยมาให้ เพราะ Small but RICH ถ้าให้เวลาที่มากพอ







