posttoday
‘ศิริพร สินาเจริญ’ ลงทุนสไตล์ ‘ผู้จัดการกองทุน’

‘ศิริพร สินาเจริญ’ ลงทุนสไตล์ ‘ผู้จัดการกองทุน’

15 กรกฎาคม 2559

โดย...เยาวนา หลิมเลิศรัตน์

โดย...เยาวนา หลิมเลิศรัตน์

“ศิริพร สินาเจริญ” วัย 38 ปี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงศรี ซึ่งเป็นบริษัทจัดการลงทุนขนาดใหญ่อันดับ 5 ของอุตสาหกรรม บริหารเงินของนักลงทุนรวมมูลค่าสินทรัพย์กว่า 3.43 แสนล้านบาท

เธอเริ่มต้นลงทุนครั้งแรกตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เกียรตินิยมอันดับ 1) จนถึงตอนนี้ก็ยังลงทุนมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยความที่ชอบด้านการเงิน การลงทุนอยู่แล้ว ตอนปริญญาโทก็จบด้านไฟแนนซ์จาก Columbia Business School (Beta Gamma Sigma Honor Society and Dean’s List)

หลักการบริหารเงินลงทุนจะแบ่งเงินออกเป็นสองส่วน โดยส่วนแรก เอาไว้ใช้เพื่อสภาพคล่อง เงินส่วนนี้จึงต้องคุ้มครองเงินต้นเอาไว้ เวลาต้องการใช้เงิน เงินก้อนนี้ต้องถอนออกมาใช้ได้ ดังนั้นเงินส่วนนี้จึงลงทุนอยู่ในกองทุนรวมตลาดเงิน หรือมันนี่ มาร์เก็ต กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งกองทุนทั้งสองประเภทมีสภาพคล่องสูงมาก สามารถซื้อหรือไถ่ถอนหน่วยลงทุน (ขาย) ได้ทุกวันทำการอยู่แล้ว ส่วนตัวจึงมีเงินฝากไว้ที่ธนาคารน้อยมาก

ส่วนที่สองเป็นเงินที่สามารถเสี่ยงได้ เงินส่วนนี้จะลงทุนอยู่ในหุ้นที่สามารถลงทุนระยะยาวได้ เพื่อหาผลตอบแทนที่สูงกว่าลงทุนในตราสารหนี้ เนื่องจากเป็นคนที่ไม่ได้กลัวความผันผวนและไม่ได้ซื้อขายอยู่ตลอดเวลา โดยจะซื้อและถือระยะยาว

หุ้นที่ลงทุนอยู่มีทั้งตลาดหุ้นไทย หุ้นสหรัฐ หุ้นยุโรป และหุ้นญี่ปุ่น รวมทั้งมีการลงทุนในเฮลท์แคร์ อสังหาริมทรัพย์ ตราสารหนี้และทองคำ เพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน ซึ่งทั้งหมดนี้ลงทุนผ่านกองทุนรวม ไม่ได้ลงทุนเองโดยตรง เนื่องจากทำงานอยู่ในธุรกิจที่เกี่ยวกับการเงินและการบริหารจัดการลงทุน มีกฎเกณฑ์ค่อนข้างมากและไม่มีเวลามาดูแลพอร์ตส่วนตัว จึงต้องให้มืออาชีพบริหารจัดการเงินลงทุนให้ผ่านกองทุนรวมที่เข้าไปลงทุน ซึ่งบางส่วนอยู่ใน บลจ.กรุงศรี และบางส่วนอยู่ที่ บลจ.อื่น เพราะลงทุนมาก่อนหน้าที่จะมารับตำแหน่งที่ บลจ.กรุงศรี

“พอร์ตโดยรวมอยู่ในหุ้นค่อนข้างมาก โดยเริ่มต้นจากลงทุนในกองทุนหุ้นไทยก่อนและพอปี 2547 ทางการเปิดให้มีกองทุนประหยัดภาษีอย่างกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) ก็ลงทุนด้วยและลงทุนมาต่อเนื่อง จนถึงตอนนี้เงินลงทุนในหุ้นก็สูงขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ลงทุนมาประมาณ 18 ปี ยังไม่เคยขายออก กำไรที่ได้มาก็สะสมอยู่ในนั้น ผลตอบแทนที่ผ่านมาจึงน่าพอใจ”ศิริพร กล่าว

พอร์ตลง ทุนแทบจะไม่ได้ปรับเปลี่ยน เพราะเมื่อแบ่งเงินออกเป็นสองส่วนตามวัตถุประสงค์ของเงินแล้ว จะปล่อยให้เงินทำงานไปเรื่อยๆ อีกทั้งการลงทุนในหุ้นระยะยาวจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าลงทุนระยะสั้น ดังนั้นเมื่อมีเงินใหม่เข้ามาก็มาดูว่าจะเติมตรงส่วนไหน ลงทุนในกองทุนอะไรและทุกครั้งที่ บลจ.กรุงศรี ออกกองทุนใหม่มานำเสนอแก่ลูกค้า ก็จะเข้าลงทุนด้วยเสมอ

สำหรับกองทุนที่ออกใหม่ในปี 2559 ได้แก่ กองทุนเปิดกรุงศรีไทยสมอล-มิดแคปอิควิตี้ (KFTHAISM) เน้นลงทุนหุ้นขนาดกลางและเล็กในตลาดหุ้นไทย, กองทุนเปิดกรุงศรีโกลบอลพร็อพเพอร์ตี้ปันผล (KF-GPROPD) ลงทุนรีทส์และอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก, กองทุนเปิดกรุงศรีสมาร์ทตราสารหนี้ (KFSMART) ลงทุนตราสารหนี้ทั้งในและต่างประเทศอายุไม่เกิน 1 ปี และกองทุนเปิดกรุงศรีโกลบอลอิควิตี้ลองชอร์ต (KF-GLS) ลงทุนในหุ้นผ่านกลยุทธ์ Long short equity เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนทั้งตลาดขาขึ้นและขาลง

“กองทุนที่ออกใหม่เราคัดสรรมาแล้วว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ที่ตลาดหุ้นทั่วโลกมีความผันผวนและอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งสามารถลงทุนเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตโฟลิโอได้ และเหมาะกับความเสี่ยงที่ตัวเองยอมรับได้ ซึ่งสิ่งที่แนะนำลูกค้าไปนั้นเราเองก็ทำ ลูกค้าน่าจะวางใจได้กับสิ่งที่เรานำเสนอ” ศิริพร กล่าว

สิ่งสำคัญในการลงทุนอีกประการหนึ่ง คือ การกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์หลายประเภท เพื่อโอกาสในการสร้างผลตอบแทนและลดความเสี่ยงจากการลงทุนในสินทรัพย์เดียว

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ