
ต้องลงใต้ดิน
เมื่ออภิมหาเศรษฐีของโลก บิล เกตส์ พูดถึงปัญหาสายไฟฟ้าระเกะระกะที่พบเห็นในกรุงเทพฯ จนเป็นกระแสให้ไทยกลับมาเอาจริงเอาจังกับการนำสายไฟฟ้าลงใต้ดินอีกครั้ง ซึ่งที่จริงแล้วไทยเริ่มโครงการนี้มานานหลายปี แต่ยังเห็นเป็นรูปธรรมได้ไม่ทันใจ เพราะทำแบบค่อยทำไปเรื่อยๆ ไม่รู้จะเสร็จทั้งหมดเมื่อไร โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ
เมื่ออภิมหาเศรษฐีของโลก บิล เกตส์ พูดถึงปัญหาสายไฟฟ้าระเกะระกะที่พบเห็นในกรุงเทพฯ จนเป็นกระแสให้ไทยกลับมาเอาจริงเอาจังกับการนำสายไฟฟ้าลงใต้ดินอีกครั้ง ซึ่งที่จริงแล้วไทยเริ่มโครงการนี้มานานหลายปี แต่ยังเห็นเป็นรูปธรรมได้ไม่ทันใจ เพราะทำแบบค่อยทำไปเรื่อยๆ ไม่รู้จะเสร็จทั้งหมดเมื่อไร โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ
การนำสายไฟฟ้าลงใต้ดินเป็นสิ่งจำเป็นของเมืองทั่วโลก ด้วยหลายเหตุผลคือ ทั้งเรื่องความสวยงาม ความปลอดภัย ความสะดวกในการบำรุงรักษา และเสถียรภาพการใช้งาน ที่ไม่ต้องห่วงเรื่องฝนตก ต้นไม้ล้มใส่ ประเทศในยุโรปได้วางสายไฟฟ้าลงใต้ดินมานานกว่าศตวรรษแล้ว เทคโนโลยีในการก่อสร้างจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ ปัจจุบันสามารถเจาะดินเพื่อร้อยสายไฟฟ้าลงใต้ดินได้ โดยแทบไม่รบกวนพื้นที่บนดินระหว่างการก่อสร้าง ดังนั้นนโยบายการนำสายไฟฟ้าลงดินจึงเป็นเรื่องที่ดี และสามารถทำได้รวดเร็วหากเราต้องการให้เกิดขึ้นจริงๆ
แต่สิ่งที่ต้องทำพร้อมกันคือ การบูรณาการระบบสายไฟฟ้า สายสื่อสาร รวมทั้งระบบท่อประปาและระบายน้ำเข้าด้วยกันเป็นระบบท่อสาธารณูปโภครวม เพราะกรณีน้ำท่วมก็กำลังรอการแก้ไข ทางหนึ่งที่สามารถช่วยได้คือ การวางระบบระบายน้ำใหม่ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่ง กทม.มีโครงการปรับปรุง และสร้างอุโมงค์ระบายน้ำในบางจุดอยู่แล้ว หากผนวกทุกระบบลงใต้ดินเข้าด้วยกันได้ ไม่ใช่ต่างคนต่างขุดจะเป็นโอกาสแก้ปัญหาทุกเรื่องพร้อมกันได้
ระบบท่อสาธารณูปโภครวมนี้ ใช้กันอย่างแพร่หลายในเมืองใหญ่ทั่วโลก ทั้งนิวยอร์ก ลอนดอนและโตเกียวเนื่องจากลงทุนครั้งเดียว คุ้มค่าตลอดอายุการใช้งาน โดยสามารถรวมสายไฟฟ้า สายสื่อสาร ท่อประปา ท่อระบายน้ำ หรือแม้แต่อุโมงค์คนเดินลอดใต้ถนนเข้าด้วยกัน อีกทั้งสามารถก่อสร้างได้หลายวิธี ทั้งการเปิดพื้นที่หน้าดิน วางท่อแล้วถมดินกลบ วิธีนี้ทำได้ง่าย ราคาไม่สูง แต่การทำงานจะรบกวนพื้นที่บนผิวถนน และอีกวิธีคือการให้หัวขุดเจาะที่คล้ายกับที่ใช้ในการก่อสร้างอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดิน แต่มีขนาดเล็กกว่า ข้อดีคือไม่รบกวนพื้นที่บนดิน แต่มีราคาสูงกว่า
ไม่ว่า กทม.จะใช้วิธีใดในการก่อสร้างระบบท่อสาธารณูปโภครวมควรนำมาใช้ในแนวถนนหลักของกรุงเทพฯ อย่างยิ่ง ซึ่งหากเกิดน้ำท่วมจะสร้างความเสียหายมาก เช่น ถนนลาดพร้าว ถนนวิภาวดี-รังสิต ถนนสุขุมวิท และถนนพระราม 4 เป็นต้น เพราะจะช่วยทั้งคืนความเป็นระเบียบสวยงามตลอดแนวถนน ปลูกต้นไม้ใหญ่ได้โดยไม่ต้องกลัวกิ่งหักใส่สายไฟฟ้า และยังจะช่วยระบายน้ำท่วมขณะที่ฝนตกหนักอีกด้วยถือว่ายิงนัดเดียวได้นกหลายตัว
ส่วนในกรณีของถนนสายรองอาจไม่มีความจำเป็นต้องลงทุนทำท่อสาธารณูปโภครวมขนาดใหญ่ ซึ่งอาจมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางถึงประมาณ 1-3 เมตร แต่ในแนวถนนสายรองอาจใช้ท่อรวมขนาดเล็กที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 10 เซนติเมตร-1 เมตรเท่านั้น ซึ่งวิธีการก่อสร้างจะใช้วิธีที่เรียกว่า การใช้เครื่องขุดเจาะตามแนวราบ ซึ่งเป็นเครื่องจักรที่สามารถเจาะดิน ร้อยสายไฟฟ้าได้ในคราวเดียวกัน สะดวก และก่อสร้างได้รวดเร็วมาก
ปัญหาด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี จึงดูเหมือนจะไม่ใช่ประเด็นหลักในความสำเร็จของโครงการนี้ แต่เรื่องการประสานงานระหว่างหน่วยงานของรัฐทั้ง กทม. การไฟฟ้านครหลวง การประปาฯ การรถไฟฯ และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนฯ น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ง่าย แต่หากรัฐบาลลงไปกำกับเป็นเจ้าภาพเอง น่าจะตกลงกันได้รู้เรื่อง
ความฝันของคนกรุงเทพฯ ที่จะเห็นเมืองสวยงาม เป็นระเบียบ น้ำไม่ท่วม คงเป็นไปได้ในไม่ช้า







