
หลังเบร็กซิต ตลาดหันมาจับตาจีนและสหรัฐ
โดย...อัญชลี ซิงห์
โดย...อัญชลี ซิงห์
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย มองว่า ในสัปดาห์นี้ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 35.00-35.30 บาท/เหรียญสหรัฐ โดยตลาดจะหันมาติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ในเดือนที่ผ่านมาตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน พ.ค.ออกมาน้อยกว่าที่ตลาดคาด ซึ่งตัวเลขการจ้างงานในเดือน พ.ค.เพิ่มขึ้นเพียง 3.8 หมื่นตำแหน่ง ต่ำกว่าตลาดคาดที่ 1.6 แสนตำแหน่ง ทำให้นักลงทุนประหลาดใจ และคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจจะไม่ดีเท่าที่เคยคาดไว้ ดังนั้นในสัปดาห์นี้นักลงทุนจะติดตามตัวเลขการจ้างงานเดือน มิ.ย. เพื่อประเมินว่าการชะลอลงของตลาดแรงงานสหรัฐเป็นผลชั่วคราวหรือไม่ และนักลงทุนจะยังให้น้ำหนักต่อประเด็น Brexit อยู่ และการพัฒนาใหม่ในเรื่องนี้อาจทำให้ตลาดเคลื่อนไหวได้ด้วย
สำหรับเงินบาทในสัปดาห์ที่ผ่านมา เปิดตลาดที่ 35.29 และโน้มแข็งค่าขึ้นจาก 35.54 ที่เป็นระดับอ่อนค่าที่สุด หลังผลการทำประชามติออกมาใน
วันที่ 24 มิ.ย. เนื่องจากนักลงทุนไม่มั่นใจว่าผลของการแยกจากสหภาพยุโรป (อียู) จะรุนแรงแค่ไหน อย่างไรก็ตามในช่วงกลางสัปดาห์เงินบาทแข็งค่าขึ้นมาซื้อขายระดับ 35.10 หลังจากผู้กำหนดนโยบายของธนาคารกลางหลักต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ญี่ปุ่น ยุโรป และอังกฤษ ออกมาย้ำว่ามีเครื่องมือเพียงพอที่จะช่วยสนับสนุนตลาดหากมีความผันผวนเกินไป ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลลง
และนักลงทุนเริ่มคาดว่าเฟดจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยอีกเลยในปีนี้ จึงหันมาเก็งกำไรว่าธนาคารกลางใดในเอเชียจะลดดอกเบี้ยเพื่อผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม เนื่องจากผลของ Brexit จะกดดันการส่งออกของประเทศในเอเชียผ่านทางการค้ากับจีนเป็นสำคัญ ดังนั้นนักลงทุนจึงเข้าซื้อพันธบัตรของเอเชีย โดยปริมาณการเข้าซื้อสุทธิในพันธบัตรไทยถึง 4.2 หมื่นล้านบาท และหุ้นอีก 7,100 ล้านบาทในสัปดาห์ก่อน ซึ่งมากกว่าปริมาณการเทขายวันศุกร์ที่มีการทำประชามติของสหราชอาณาจักร ซึ่งมีการเทขายพันธบัตรออกไป 1,700 ล้านบาท และหุ้นอีก 784 ล้านบาท ทำให้เงินบาทแข็งค่ามาปิดตลาดที่ 35.17 (ณ วันที่ 30 มิ.ย. เวลา 17.17 น.)
เงินยูโรเปิดตลาดที่ระดับ 1.1068 และอ่อนค่าลงในช่วงแรกของสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากประชากรสหราชอาณาจักรลงมติให้สหราชอาณาจักรออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปสร้างความกังวลให้
นักลงทุน โดย OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) คาดว่าเศรษฐกิจยุโรปเติบโตช้าลงปีละ 1% จากที่ควรเป็นจนถึงปี 2020 และเงินยูโรได้รับแรงกดดันจากผลการลงประชามติ ทำให้นักลงทุนกังวลว่ารัฐสมาชิกอื่นๆ อาจลงมติออกจากอียูด้วย อย่างไรก็ตามเงินยูโรกลับมาแข็งค่าขึ้นหลังจากที่ประธานของธนาคารกลางยุโรปแสดงความคิดเห็นว่าเขาพร้อมที่จะออกนโยบายเพื่อที่จะลดผลกระทบของ Brexit ต่อตลาด เงินยูโรอ่อนค่าลงและปิดตลาดที่ 1.1139 (ณ วันที่ 30 มิ.ย. เวลา 17.17 น.)
ขณะที่เงินเยนเปิดตลาดที่ 102.09 และซื้อขายในกรอบแคบตลอดสัปดาห์ที่ 101.98-103.05 เนื่องจากการแยกตัวออกจากอียูของสหราชอาณาจักรทำให้นักลงทุนเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยง อาทิ เงินเยน ทองคำ และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ส่งผลให้เงินเยนแข็งค่าขึ้น 3% ราคาทองคำปรับขึ้น 4% และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับลดลง 0.24% มาที่ 1.51% เท่านั้น ใกล้เคียงกับระดับต่ำสุดของปีนี้ ผู้นำญี่ปุ่น (Shinzo Abe) สนับสนุนให้รัฐมนตรีคลังฯ (Taro Aso) ดูแลตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิดไม่ให้เงินเยนแข็งค่าเกินไป นอกจากนี้ Kazuo Momma ซึ่งเป็นอดีตผู้บริหารธนาคารกลางญี่ปุ่น กล่าวว่า ญี่ปุ่นสามารถเข้าแทรกแซงค่าเงินได้ แต่ไม่มีความจำเป็นที่ BOJ จะเพิ่มการเข้าซื้อสินทรัพย์ ณ ตอนนี้ เนื่องจากผลกระทบจาก Brexit เป็นเพียงผลระยะสั้น เงินเยนปิดตลาดที่ 102.78 (ณ วันที่
30 มิ.ย. เวลา 17.17 น.)
ด้านอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล รุ่นอายุ 3, 5 และ 10 ปี อยู่ที่ 1.57% 1.74% และ 2.02% ส่วนผลตอบแทนหุ้นกู้อันดับความน่าเชื่อถือ AAA รุ่นอายุ 3 ปี ลดลง 3 bps อยู่ที่ 1.84% คิดเป็น Spread 27 bps รุ่นอายุ 5 ปี ลดลง 6 bps อยู่ที่ 2.10% คิดเป็น Spread 36 bps รุ่นอายุ 10 ปี ลดลง 10 bps อยู่ที่ 2.46% คิดเป็น Spread 44 bps ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีการออกหุ้นกู้ของบริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ เสนอขายให้กับนักลงทุนทั่วไป อันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ BBB- รุ่นอายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.20% มูลค่า 1,500 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น เสนอขายผู้ลงทุนสถาบันและรายใหญ่ ซึ่งไม่ได้มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ อายุ 1 ปี 6 เดือน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5.40% มูลค่า 1,500 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง ที่เสนอขายผู้ลงทุนสถาบันไม่เกิน 10 ราย อันดับความน่าเชื่อถือ BBB+ รุ่นอายุ 4 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.25% มูลค่า 200 ล้านบาท หลังการโหวต Brexit บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P และ Fitch ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือสหราชอาณาจักรลง ส่วนหุ้นกู้ในตลาดรองนักลงทุนยังชะลอการลงทุน เนื่องจากปริมาณหุ้นกู้ที่จะออกใหม่ในช่วงเดือน 7 และ 8 มีปริมาณมาก แต่อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ยังลดลง







