กฟผ.เพิ่มส่วนแบ่ง ผลิตไฟฟ้าเป็น50%
“กรศิษฏ์” เตรียมเสนอเรกูเลเตอร์ทบทวนพีดีพีเพิ่มสัดส่วนผลิตไฟฟ้า กฟผ. เป็น 50%
“กรศิษฏ์” เตรียมเสนอเรกูเลเตอร์ทบทวนพีดีพีเพิ่มสัดส่วนผลิตไฟฟ้า กฟผ. เป็น 50%
นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แถลงนโยบายหลังเข้ารับตำแหน่งผู้ว่า กฟผ. ว่า กฟผ.ยังคงให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน โดยมีแผนเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.จากปัจจุบันผลิตไฟฟ้า 37% ของทั้งระบบเป็น 50% ของทั้งระบบและมีกำหนดที่จะเข้าหารือกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) ในช่วงเดือน ต.ค.นี้
“สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.ในขณะนี้ถือว่าน้อยเกินไป และไม่เป็นผลดีกับการกำกับดูแลไฟฟ้าของประเทศ ขณะที่การผลิตไฟฟ้าไม่ควรไปผูกติดกับสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของเอกชนมากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดความเสี่ยงในการบริหารจัดการได้ นอกจากนี้ กฟผ.จะเสนอให้มีการทบทวนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2558-2579 (พีดีพี 2015) ทั้งสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงและกำลังผลิตไฟฟ้า” นายกรศิษฏ์ กล่าว
สำหรับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.ที่เพิ่มขึ้นจะมาจากพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ซึ่งปัจจุบันที่มีกำลังการผลิต 560 เมกะวัตต์ แต่จะเพิ่มให้ได้อย่างน้อย 1,000-2,000 เมกะวัตต์ โดยเฉพาะจากโรงไฟฟ้าประเภทชีวมวล โซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อน เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงพลังงานที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทน
และพลังงานทางเลือกมากขึ้น
ด้านการจัดหาเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า กฟผ.จะเร่งศึกษาโครงการคลังสถานีแปลงก๊าซธรรมชาติเหลวลอยน้ำ (FSRU) เพื่อรองรับการใช้ก๊าซฯ ของโรงไฟฟ้าพระนครใต้และโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการศึกษา เนื่องจากประเมินว่าทาง ปตท.อาจจัดหาปริมาณก๊าซฯ ให้ไม่เพียงพอ ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับการเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในสัดส่วนที่เหมาะสม เพราะโรงไฟฟ้าถ่านหินสามารถควบคุมต้นทุนค่าไฟฟ้าไม่ให้สูงเกินไปได้
“ตามแผนพีดีพี 2015 กฟผ.ได้รับภารกิจสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน 6 แห่ง กำลังการผลิต 4,400 เมกะวัตต์ ซึ่งขณะนี้อยู่ในกระบวนการสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่และโรงไฟฟ้าเทพา เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าทางภาคใต้ที่ความต้องการใช้มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ย 5% ต่อปี โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมาความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของภาคใต้เพิ่มขึ้นถึง 7.69%
นายกรศิษฏ์ กล่าวถึงโครงการผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (ไอพีพี) ของบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์ยี่ฯ กำลังการผลิตรวม 5,400 เมกะวัตต์ ว่าภาครัฐจะต้องเร่งสรุปให้ชัดเจนภายในเดือน ก.ค.นี้ เพื่อไม่ให้กระทบกับแผนลงทุนสายส่ง







