
ผันผวนตลอดปี
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
ผลประชามติของชาวอังกฤษที่เลือกที่จะให้สหราชอาณาจักรออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) เริ่มขยายผลลุกลามกว้างขวางมากขึ้น ในช่วงแรกทุกคนมองว่าผลกระทบระยะสั้นจะมีต่อค่าเงิน ตลาดทุน และเศรษฐกิจโลกไม่มากนัก แต่ในขณะนี้ทุกฝ่ายเริ่มไม่มั่นใจว่าผลกระทบจะไม่มาก เพราะมีแนวโน้มว่าประเทศสมาชิกอียูชาติอื่นอาจจะทำประชามติของโหวตอยู่หรือไปจากอียูตามอังกฤษก็ได้
ผลจากความไม่แน่ใจว่าอียูจะแตกหรือไม่ ได้ทำให้ค่าเงินปอนด์และค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงอย่างหนัก ซึ่งจะอ่อนไปจนถึงไหนก็ยังคาดเดาไม่ได้ แต่ผลไม่ได้ทำให้ค่าเงิน 2 สกุลเท่านั้นที่ผันผวน กลายเป็นผันผวนทุกสกุลเงินในโลก เพราะความเชื่อมโยงของตลาดเงินตลาดทุน
วันที่ 24 มิ.ย.ที่ผลการลงประชามติว่าเบร็กชิตค่าเงินบาทปรับอ่อนค่าลงไปต่ำสุดที่ระดับ 35.50 บาท/เหรียญสหรัฐ ปรับอ่อนลงตามเงินยูโรและปอนด์ แต่หลังฝุ่นตลบไป 2-3 วัน เราเริ่มเห็นเงินบาทกลับมาเคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมาเคลื่อนไหวอยู่แถวๆ 35.26-35.30 บาท
หลังจากเงินบาทผันผวนมากก็เริ่มจะกลับมานิ่งทรงตัวไปในทางแข็งค่า เงินบาทที่อยู่ประมาณ 35.30 บาท/เหรียญสหรัฐ ในขณะนี้ยังถือว่าปรับแข็งค่าขึ้น 2.07% เมื่อเทียบกับช่วงต้นปีที่ผ่านมาที่เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ 36 บาทกว่าๆ จากการสอบถามความเห็นของหลายส่วนในตลาด ยังมองการเคลื่อนไหวของเงินบาทหลังจากนี้ไป ยังเคลื่อนไหวไปได้ทั้งสองทาง ทั้งแข็งค่าก็ได้ และอ่อนค่าก็ได้
ผลจากเบร็กซิต ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ตัดสินใจที่จะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ที่ในปีนี้นักวิเคราะห์มองว่าอาจจะขึ้นได้อีก 2-3 ครั้ง แต่จนถึงขณะนี้กลายเป็นคาดกันว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้า
การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หลังจากนี้ วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. ก็ยืนยันแล้วว่า การดำเนินนโยบายการเงินจะเน้นการบริหารอย่างยืดหยุ่นและให้ความสำคัญกับอัตราแลกเปลี่ยนมากกว่าดอกเบี้ย แม้เงินเฟ้อมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นก็ตาม
ดังนั้น ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของไทยปีนี้ไม่น่าจะต่ำลงจาก 1.5% ในปัจจุบัน เพื่อมาดูแลค่าของเงินบาทแล้ว เพราะยังมีความจำเป็นที่ดอกเบี้ยนโยบายต้องมีช่องว่างไว้ให้มากพอในการรองรับการเปลี่ยนของทิศทางเศรษฐกิจโลก ที่สหรัฐอาจจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต ทำให้ความเห็นส่วนใหญ่ยังคาดว่า ธปท.น่าจะใช้มาตรการในการผ่อนคลายด้านเงินทุนเคลื่อนย้าย เพื่อลดแรงกดดันด้านเงินบาทที่อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากกว่าการลดดอกเบี้ย
อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัยเศรษฐกิจธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า หลังอังกฤษสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ออกจากอียูด้วยเสียง 52% ต่อ 48% ของจำนวนเสียงผู้ลงมติ
มันเป็นจุดเริ่มต้นของประเทศสมาชิกอื่นที่จะเจรจาออกจากอียูเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นสวีเดน ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ เป็นต้น ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในตลาดเงินและตลาดทุน ซึ่งเงินปอนด์ ยูโร อ่อนค่าลง ส่งผลให้เงินบาทปรับอ่อนค่าลงเล็กน้อย แต่ในช่วงสั้นๆ นี้น่าจะเห็นเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 35.00-35.50 บาท/เหรียญสหรัฐ ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก และไม่คิดว่า ธปท.จะใช้นโยบายการปรับลดดอกเบี้ยเพื่อมาดูแลเงินบาทเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เชื่อว่า ธปท.น่าจะใช้มาตรการผ่อนคลายทางเงินทุนเคลื่อนย้ายดูแลค่าเงินบาทมากกว่า ซึ่งจะเห็นการผ่อนคลายไหลออกได้ง่ายขึ้นในระยะต่อไป เพื่อให้สมดุลกับเงินทุนที่จะไหลเข้ามามากขึ้นแทน
“จากภาวะตลาดที่ยังมีความไม่แน่นอน มันอาจจะนำไปสู่การชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดด้วย ซึ่งคาดว่าเฟดน่าจะคงดอกเบี้ยไว้ก่อนจนกว่าจะมั่นใจว่าเศรษฐกิจดีขึ้นจริงๆ แต่อย่างน้อยปีนี้อาจจะเห็นการปรับขึ้นของเฟดสักครั้งในเดือน ธ.ค. ฉะนั้น ระหว่าง 2-3 เดือน หรือในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้อาจจะเห็นเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงบ้าง คือยังอาจจะผันผวนตามการปรับตัวรับข่าวของตลาดการเงินและการไหลเข้าออกของเงินทุนบ้าง บวกกับสงครามค่าเงินในภูมิภาคเอเซียก็ยังไม่จบ ยังต้องติดตามการดำเนินนโยบายของจีนที่ยังน่าจะมีนโยบายการเงินหรือมาตรการในการดูแลค่าเงินหยวนให้อ่อนเพื่อช่วยส่งออก และต้องดูมาตรการดูแลเศรษฐกิจของญี่ปุ่นด้วย แต่เรายังมองว่าโน้มเงินบาทสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 36.7 บาท” อมรเทพ กล่าว
อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) มองว่า ปีนี้ไม่น่าจะเห็น ธปท.ใช้นโยบายดอกเบี้ยมาดูแลค่าเงินบาท เพราะการที่เงินเฟ้อที่ปรับขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง หากปรับขึ้นเหนือระดับ 1% ไปที่กรอบล่างของเป้าหมายเงินเฟ้อของ ธปท.ก็เท่ากับว่าเป็นการยากที่จะเห็นการลดดอกเบี้ยช่วงที่เหลือของปี บวกกับประเด็นเบร็กซิต ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าระยะสั้น ลดแรงกดดันในการลดดอกเบี้ยของ ธปท.ด้วย คาดว่าดอกเบี้ยนโยบายจะไม่เปลี่ยนแปลงไปจนถึงสิ้นปี เพราะดอกเบี้ยระดับ 1.5% ก็ถือว่าต่ำและเพียงพอต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแล้ว
สำหรับทิศทางค่าเงินบาทจากนี้ คาดว่าสิ้นปีน่าจะปรับแข็งค่าขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 35 บาท เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานที่มีทุนสำรองสูง มีหนี้ต่างประเทศต่ำ มีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงต่างเป็นปัจจัยที่จะหนุนให้เงินบาทมีทิศทางที่แข็งค่าขึ้น ซึ่งการแข็งค่าขึ้นจากระดับปัจจุบันที่ 35.30 บาท ไปที่ 35 บาท ถือว่าเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก คงไม่จำเป็นที่ต้องมีนโยบายการเงินมาดูแลเป็นพิเศษอะไร อย่างไรก็ดี คงเห็นการผ่อนคลายเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกมากขึ้นในปีนี้ตามแผนการดำเนินงานที่มีอยู่แล้วของทาง ธปท.
ด้าน เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก ประจำสำนักงานประเทศไทย มองว่า ถ้ามองภาวะเศรษฐกิจโลกหลังจากนี้ไปเงินทุนเคลื่อนย้ายน่าจะยังไหลเข้าไทย น่าจะยังมีต่อเนื่อง โดยปีนี้คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดไทยก็ยังน่าจะเป็นบวกที่ประมาณ 6.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จากการนำเข้าที่ยังต่ำ ซึ่งก็เป็นปัจจัยด้านบวกต่ออัตราแลกเปลี่ยนเช่นกัน
อย่างไรก็ดี นักค้าเงินจากธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า แนวโน้มค่าเงินในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ยังมีความผันผวน ต้นปีหน้าบาทจะกลับมาแข็งค่า ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ได้แข็งค่าไปจากปัจจุบัน เพียงแต่ระหว่างช่วงจากนี้ไปจนถึงต้นปีหน้า บาทน่าจะเคลื่อนไหวมาก ที่มองว่าต้นปีหน้าจะกลับมาแข็งค่า เพราะเมื่อเฟดขึ้นดอกเบี้ยได้ และเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวได้ดี เชื่อว่าภูมิภาคนี้ที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลักรวมทั้งไทย เศรษฐกิจจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น







