
‘เงินนอก-ส่งออก’ดึงบาทแข็ง
โพสต์ทูเดย์ — ธปท.ชี้ปัจจัยจากการส่งออกโต เงินทุนไหลเข้าเงินเหรียญสหรัฐอ่อน กดดันเงินบาทแข็งค่าหนัก
นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นในช่วงนี้ มาจากแรงกดดัน 3 ด้าน คือ แนวโน้มการส่งออกที่เติบโตได้ดี ภาวะเงินทุนไหลเข้า และเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของเงินบาทไม่กระทบต่อการขยายตัวของภาคการส่งออก เนื่องจากภาคการส่งออกได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกมากกว่า
“สัปดาห์ที่ผ่านมาค่าเงินบาทค่อนข้างแข็งค่าจากเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง เท่าที่ดูวันที่ 3 ส.ค. อยู่ที่ระดับ 32.16 บาท/เหรียญสหรัฐ พอมาวันที่ 10 ส.ค. อยู่ที่ระดับ 31.95 บาท/เหรียญสหรัฐ และวันที่ 11 ส.ค. ก็ยังแข็งค่าขึ้นอีก แต่การแข็งค่ายังไม่กระทบภาคการส่งออก” นายบัณฑิต กล่าว
นายบัณฑิต กล่าวว่า ธปท.จะพยายามดูแลให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวไปตามพื้นฐานของเศรษฐกิจ ไม่ให้ค่าเงินบาทผันผวนจนเป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจ
นอกจากนี้ การแข็งค่าเงินบาทยังช่วยให้มีข้อดีเรื่องค่าใช้จ่ายของการนำเข้าสินค้าในประเทศลดลง ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศโดยเฉพาะการลงทุน ขณะเดียวกันถ้าการบริโภคดีขึ้น การฟื้นตัวของเศรษฐกิจก็จะลดการพึ่งพาการเติบโตของการส่งออกน้อยลง หันมาพึ่งเศรษฐกิจการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น และเงินบาทแข็งค่ายังช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อได้ด้วย เพราะช่วยให้การนำเข้าสินค้าถูกลง
ทั้งนี้ ธปท.รายงานข้อมูลดุลเงินทุนเคลื่อนย้ายสิ้นสุด ณ ครึ่งปีแรก พบว่าเงินทุนไหลเข้าไทยสุทธิ 3,618 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.16 แสนล้านบาทแล้ว แต่จนถึงขณะนี้นายธนาคารพาณิชย์ประเมินว่า เงินไหลเข้าประเทศทะลุขึ้นมากกว่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แล้ว
นักค้าเงินธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของการซื้อขายแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทวันที่ 11 ส.ค. เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 31.81 บาท/เหรียญสหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นกว่าสกุลอื่นๆ ในภูมิภาคเล็กน้อย และยังมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ยกเว้นเงินเยนญี่ปุ่นและเงินหยวนของจีนเท่านั้น ที่มีทิศทางอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ







