
มอร์นิ่งสตาร์ยันเงินไหลเข้า
มอร์นิ่งสตาร์ฯ ยันเบร็กซิต ดันนักลงทุนเข้าซื้อกองทุนหุ้นไทย 140 ล้าน ส่วนกองทุนหุ้นยุโรปสินทรัพย์รูด 5-8% ตามทิศทางดัชนี
มอร์นิ่งสตาร์ฯ ยันเบร็กซิต ดันนักลงทุนเข้าซื้อกองทุนหุ้นไทย 140 ล้าน ส่วนกองทุนหุ้นยุโรปสินทรัพย์รูด 5-8% ตามทิศทางดัชนี
นายกิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ นักวิเคราะห์กองทุนรวม บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ผลประชามติของอังกฤษให้ออกจากสหภาพยุโรป (เบร็กซิต) เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งหนัก รวมถึงหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงแรง พบนักลงทุนเข้าลงทุนในกองทุนหุ้นไทยสุทธิประมาณ 140 ล้านบาท ส่วนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) มียอดขายสุทธิ 47 ล้านบาท และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) ไม่มียอดเปลี่ยนแปลง
สำหรับกองทุนหุ้นยุโรปได้รับผลกระทบจากการปรับตัวลงแรงของตลาดหุ้นยุโรปเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยผลตอบแทนปรับตัวลดลงวันเดียวเฉลี่ย 5-8% ตามทิศทางของตลาดหุ้นยุโรปที่ปรับตัวลดลงทุกตลาด ซึ่งปัจจุบันกองทุนหุ้นยุโรปมีประมาณ 29 กองทุน มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (เอ็นเอวี) 3.2 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 10% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุนที่ลงทุนต่างประเทศ (เอฟไอเอฟ) ทั้งระบบอยู่ที่ 3.36 แสนล้านบาท
“เงินลงทุนในกองทุนหุ้นยุโรปถือเป็นสัดส่วนที่น้อยมากและเงินส่วนนี้ลงทุนอยู่ในอังกฤษประมาณ 25% ของมูลค่าสินทรัพย์ของกองทุนหุ้นยุโรปเท่านั้น อีกทั้งวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมาไม่พบว่ากองทุนหุ้นยุโรปมีแรงเทขายจากนักลงทุน” นายกิตติคุณ กล่าว
สำหรับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิหรือส่วนแบ่งการตลาดในกองทุนหุ้นยุโรปสูงสุด ได้แก่ บลจ.กสิกรไทยประมาณ 50% ของระบบ รองลงมา บลจ.ไทยพาณิชย์ บลจ.กรุงศรี บลจ.ยูโอบี แห่งละประมาณ 10% และ บลจ.กรุงไทย 7% เป็นต้น
นายกิตติคุณ กล่าวว่า บลจ.ส่วนใหญ่ออกกองทุนหุ้นยุโรปในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยสร้างผลตอบแทนให้แก่นักลงทุนไทยค่อนข้างดี แต่เข้าสู่ปี 2559 ผลตอบแทนจากกองทุนหุ้นยุโรปเริ่มติดลบ โดยไตรมาสแรก ปี 2559 กองทุนหุ้นยุโรปผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ 6.36% ดังนั้นหากกองทุนหุ้นยุโรปฟื้นตัวขึ้นมาคาดว่านักลงทุนอาจทยอยทำกำไรและไปลงทุนตลาดหุ้นอื่นแทน จากความไม่แน่นอนในยุโรป
“นักลงทุนไม่ควรตื่นตระหนกและควรติดตามสถานการณ์ของยุโรปและอังกฤษอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งขั้นตอนต่างๆ ใช้เวลานาน ซึ่งระหว่างทางอาจมีปัจจัยเข้ามากระทบการลงทุนและตลาดหุ้นยุโรปได้” นายกิตติคุณ กล่าว
ด้าน บลจ.อเบอร์ดีน มองว่า ผลโหวตประชามติของอังกฤษที่เกิดขึ้นต้องใช้เวลาอีกเป็นปีก่อนที่จะมีผลอย่างเป็นทางการ สำหรับนักลงทุนในเอเชียซึ่งได้ติดตามกระแสการลงทุนอย่างระมัดระวังอยู่แล้ว เบร็กซิตอาจจะส่งผลแง่ลบต่อตลาด แต่แนวโน้มการขายออกของตลาดจำนวนมากเป็นโอกาสที่ดีในการลงทุน หุ้นของหลายบริษัทที่ได้รับผลกระทบครั้งนี้ เช่น เอชเอสบีซี และสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด เป็นหุ้นที่จดทะเบียนหลักทรัพย์ในประเทศอังกฤษ แต่ดำเนินธุรกิจและสร้างรายได้ส่วนใหญ่มาจากภูมิภาคนี้
“หลักการและเหตุผลในการลงทุนของอเบอร์ดีนในภูมิภาคเอเชียยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ปัจจัยพื้นฐานของบริษัท คือ สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราใช้พิจารณาในการเลือกลงทุน และเรายังคงให้ความสำคัญกับผลตอบแทนที่เติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ว่าจะเกิดเบร็กซิตหรือไม่ก็ตาม อเบอร์ดีนยังคงเห็นโอกาสในการลงทุนในภูมิภาคนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไป” บลจ.อเบอร์ดีน ระบุ







