
คู่ชิงศึกเลือกตั้งสหรัฐ
ในที่สุด ศึกชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐก็เดินทางมาสู่โค้งสุดท้าย หลังจากที่แต่ละพรรคได้ตัวแทนเพื่อลงสู้ศึกการเลือกตั้งในปลายปีนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดย ฮิลลารี คลินตัน ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนพรรคเดโมแครต ในขณะที่พรรครีพับลิกันเลือกโดนัลด์ ทรัมป์เป็นตัวแทนพรรคเข้าสู้ศึกในครั้งนี้
ในที่สุด ศึกชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐก็เดินทางมาสู่โค้งสุดท้าย หลังจากที่แต่ละพรรคได้ตัวแทนเพื่อลงสู้ศึกการเลือกตั้งในปลายปีนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดย ฮิลลารี คลินตัน ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนพรรคเดโมแครต ในขณะที่พรรครีพับลิกันเลือกโดนัลด์ ทรัมป์เป็นตัวแทนพรรคเข้าสู้ศึกในครั้งนี้
จากอดีตที่ผ่านมา ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หากประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งในปัจจุบันได้รับเลือกให้ทำหน้าที่มาสองสมัยติดต่อกันแล้ว และสถานการณ์เศรษฐกิจโดยทั่วไปอยู่ในสภาพไม่สู้ดีนัก ตัวแทนพรรคฝ่ายตรงข้ามมักจะได้เปรียบและได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีคนถัดไป
ซึ่งถ้ายึดตามทฤษฎีนี้แล้ว ผู้ที่น่าจะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้คงจะหนีไม่พ้นทรัมป์ เพราะ บารัก โอบามา ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีมาถึง 2 สมัยแล้ว ในขณะที่สภาพเศรษฐกิจสหรัฐในขณะนี้ก็ยังคงฟื้นตัวได้อย่างเปราะบาง
แต่จากการที่ทรัมป์เอง เป็นนักการเมืองที่มีความคิดสุดโต่ง ทั้งในเรื่องของเชื้อชาติ (นโยบายเข้มงวดกับแรงงานชาวเม็กซิกัน) และศาสนา (นโยบายกีดกันชาวมุสลิมไม่ให้เข้าประเทศ) รวมถึงเขาเองก็ไม่ได้เป็นตัวเลือกหลักที่ผู้ใหญ่ในพรรคหมายมั่นปั้นมือเพื่อให้เป็นตัวแทนพรรค แต่เขากล้าที่จะนำเอานโยบายสุดโต่งทั้งหลายมาเรียกคะแนนเสียงจนได้เป็นตัวแทนพรรค ซึ่งชัยชนะของเขาได้สร้างรอยร้าวขึ้นในพรรครีพับลิกันพอสมควรเลยทีเดียว และปัญหาดังกล่าวอาจจะส่งผลให้ผลการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามทฤษฎีที่กล่าวไปในข้างต้น โดยสามารถเห็นได้จากโพลของสำนักต่างๆ ที่ได้ให้คลินตันเป็นฝ่ายชนะในการเลือกตั้งในปลายปีนี้ค่อนข้างจะแน่นอนเลยทีเดียว
โดยถ้าทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดีจะส่งผลให้รัฐบาลดำเนินนโยบายขาดดุลการคลังมากขึ้น จากการใช้งบประมาณด้านความมั่นคงตามที่หาเสียงไว้
แต่ถึงแม้คลินตันเป็นฝ่ายชนะก็จำเป็นต้องเพิ่มงบด้านโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศอยู่ดี เพราะในช่วงสมัยโอบามามีการลงทุนในด้านนี้ค่อนข้างน้อย ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบให้เงินเฟ้อของสหรัฐปรับตัวมากขึ้น และจะกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในอัตราที่เร็วกว่าที่คาดการณ์กันไว้ได้
อย่างไรก็ดี ยังเหลือเวลาอีก 5 เดือนกว่าจะถึงวันเลือกตั้ง ซึ่งอาจจะมีปัจจัยใหม่ๆ ที่ส่งผลต่อผลการเลือกตั้งเกิดขึ้นได้







