
ห่วงโซ่ธุรกิจ
ไตรรงค์ บุตรากาศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าเอสเอ็มอี ทีเอ็มบี
ไตรรงค์ บุตรากาศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าเอสเอ็มอี ทีเอ็มบี
สวัสดีครับ ที่ผ่านมาเราคุยกันถึงเรื่อง Supply Chain Management กันมามากแล้ว ในหลายครั้งเราจะเคยใช้คำว่า Value Chain หลายคนอาจคิดว่า คงไม่ต่างกัน แต่ถ้าศึกษาให้ดีแล้ว จะพบว่า แม้ทั้งสองคำนี้ล้วนพูดถึงในแง่การปรับปรุงประสิทธิภาพในห่วงโซ่ธุรกิจ แต่เป็นการมองในมุมที่แตกต่างกัน คนละฝั่งของความคิด หากเข้าใจทั้งสองมุมมองนี้แล้ว จะเกิดประโยชน์อย่างมาก
สิ่งที่แตกต่างอย่างชัดเจนระหว่าง Value Chain กับ Supply Chain นั้นก็คือ Value Chain จะให้ความสำคัญกับคุณค่าในสายตาของลูกค้าเป็นหลัก ในขณะที่ Supply Chain จะให้ความสำคัญกับการลดค่าใช้จ่ายของผู้ผลิต การจัดการในมุมมองของ Value Chain จะมองที่ผู้บริโภคก่อน แล้วค่อยย้อนกลับมายังกระบวนการผลิตแต่ละขั้นตอน ขณะที่ในมุมมองของ Supply Chain จะเริ่มที่ต้นน้ำของการผลิตแล้วค่อยๆ ปรับเปลี่ยนประสิทธิภาพการผลิตในขั้นต่อๆ ไปจนกลายเป็นสินค้าที่ไปถึงมือผู้บริโภค
ยกตัวอย่างการบริการอาหารบนสายการบิน ถ้ามองในมุม Supply Chain สายการบินนั้นจะปรุงอาหารให้ตามวัตถุดิบที่ถูกควบคุมด้วยราคา มีการปรับเปลี่ยนเพิ่มลดเมนูให้เหมาะกับวัตถุดิบตามฤดูกาลเพื่อลดต้นทุน ควบคุมปริมาณน้ำหนักของวัตถุดิบที่ใช้ในการประกอบอาหารไม่มีขาดมีเกิน และใช้ความร้อนในการปรุงให้สุกก็เพียงพอ ไม่มีการชิมรสชาติ แพ็กหีบห่อและส่งขึ้นเครื่องพร้อมเสิร์ฟทันที เพื่อประสิทธิภาพในแง่การผลิต ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นมุมมองของสายการบิน Low Cost
แต่หากมองในมุม Value Chain สายการบินนั้นจะมองไปที่รสชาติที่ผู้โดยสารได้รับ โดยไม่คำนึงถึงราคาวัตถุดิบ ของที่ใช้ต้องคัดสรรแต่สิ่งที่ดีเท่านั้น ไม่คำนึงถึงปริมาณส่วนประกอบ ไม่คำนึงถึงเวลาที่ใช้ในการปรุง ตรวจสอบรสชาติเพื่อให้ได้รสชาติอาหารที่ถูกปากผู้โดยสาร อย่างเช่น สายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ส มีนโยบายที่พิถีพิถันกับรสชาติของอาหารที่เสิร์ฟบนเครื่องบิน ทําให้ครัวของสายการบินแห่งนี้ลงทุนซื้อ Simulator ซึ่งเป็นเครื่องจําลองสภาพแวดล้อมในเครื่องบินที่บินในระดับความสูง 3 หมื่นฟุตเหนือระดับน้ำทะเล เพื่อใช้ทดสอบและปรับปรุงรสชาติอาหารที่เสิร์ฟบนเครื่องบิน เพื่อให้เกิดความพึงพอใจสูงสุด จึงสามารถคิดราคาตั๋วได้แพงกว่า สายการบิน Low Cost ทั่วไป
ในทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น Supply Chain หรือ Value Chain เราสามารถนำทั้งสองมุมมองมาใช้เสริมกันได้ เพื่อตอบโจทย์ทางธุรกิจที่เหมาะสมกับตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น หากสายการบิน Low Cost แห่งหนึ่งต้องการครองใจผู้โดยสารด้วยรสชาติอาหารที่ดี เพื่อเป็นจุดเด่นที่เหนือกว่าสายการบินราคาถูกทั่วไป ก็สามารถเลือกวัตถุดิบที่มีรสชาติดี ต้นทุนราคาแพงขึ้น เพื่อตอบโจทย์ด้าน Value Chain แต่ใช้การลดปริมาณอาหารที่ใช้ในการเสิร์ฟเพื่อลดต้นทุน ให้เท่ากับหรือน้อยกว่าราคาต้นทุนการผลิตด้าน Supply Chain ที่กำหนดไว้
เป็นอย่างไรบ้างครับ คงพอจะเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Supply Chain และ Value Chain กันมากขึ้นแล้วใช่มั้ยครับ หากคุณลองนึกย้อนกลับไปที่ธุรกิจของคุณดูว่า คุณอยากพัฒนาหรือปรับปรุงประสิทธิภาพในมุมมองใด เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจอย่างแท้จริง บางครั้งเรามุ่งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิตจนหลงลืมการเข้าใจความต้องการของลูกค้า ซึ่งในทางธุรกิจแล้ว ทุกมุมมองล้วนมีส่วนสำคัญในการผลักดันธุรกิจให้เติบใหญ่ทั้งสิ้น มองให้รอบด้าน แล้วธุรกิจคุณจะมีแต่คำว่าชนะแน่นอนครับ แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้าครับ







