
ฟิลลิปฯอัดทุนเพิ่ม400ล้าน
ฟิลลิปประกันชีวิต ใส่เงินเพิ่มทุนใหม่อีก 400 ล้าน ดึงความเชื่อมั่นลูกค้าหลังพิษดอกเบี้ยต่ำดึงเงินกองทุนหด
ฟิลลิปประกันชีวิต ใส่เงินเพิ่มทุนใหม่อีก 400 ล้าน ดึงความเชื่อมั่นลูกค้าหลังพิษดอกเบี้ยต่ำดึงเงินกองทุนหด
นายปรัชญา กุลวณิชพิสิฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิลลิปประกันชีวิต เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ฟิลลิป แคปปิตอล ได้ใส่เงินเพิ่มทุนใหม่ในบริษัทอีก 400 ล้านบาท จาก 2,434 ล้านบาทเป็น 2,834 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (อาร์บีซี) จาก 135% เพิ่มเป็น 160-170% บริษัทจึงมีความแข็งแกร่งด้านฐานะการเงินและสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้ามากขึ้น
"ต้องยอมรับว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาลง ทำให้กินทุนไป ส่งผลให้อาร์บีซีลดลงตามไปด้วย บริษัทแม่จึงต้องใส่เงินเพิ่มทุนอีก เพราะตามเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) บริษัทต้องมีอาร์บีซีไม่ต่ำกว่า 140% แต่คาดว่า ขณะนี้อัตราดอกเบี้ยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดแล้ว และไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุนอีกในระยะเวลาอันใกล้นี้ แต่หากจำเป็นต้องเพิ่มทุนอีก เนื่องจากธุรกิจมีการเติบโตมาก บริษัทมีมติขอเพิ่มทุนเตรียมรองรับไว้แล้วอีก 200 ล้านบาท และทำให้อาร์บีซีเพิ่มเป็น 200%" นายปรัชญา กล่าว
อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตอัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับขึ้น 0.5% เงินที่ตั้งสำรองไว้ก็จะกลับมาเป็นกำไรได้ประมาณ 100-200 ล้านบาท รวมถึงการใช้ประโยชน์ทางภาษี ในช่วง 4-5 ปีข้างหน้า จะช่วยลดผลขาดทุนสะสมที่มีอยู่ 1,600 ล้านบาทลงไปได้ ซึ่งในอนาคตบริษัทต้องสร้างผลกำไรให้ได้ เพื่อเดินหน้านำบริษัทเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อทำตามเงื่อนไขของกระทรวงการคลังที่ต้องการให้ลดสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติต่ำกว่า 50% ภายใน 15 ปี นับตั้งแต่ปี 2557 ที่กลุ่มฟิลลิป แคปปิตอล จากสิงคโปร์เข้ามาถือหุ้น 98%
สำหรับช่วง 5 เดือนแรกปีนี้ บริษัทมีเบี้ยรับรายใหม่ 80 ล้านบาท โต 70% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เบี้ยต่ออายุ 247 ล้านบาท โต 3% และมีเบี้ยรับรวม 327 ล้านบาท โต 14% โดยมีช่องทางตัวแทนเป็นช่องทางหลักในการขยายธุรกิจ 90%
ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าปีนี้ทำเบี้ยรับรวมให้ได้ 900 ล้านบาท แบ่งเป็นเบี้ยรับรายใหม่ 250 ล้านบาท และเบี้ยต่ออายุ 650 ล้านบาท โดยใช้กลยุทธ์การขยายธุรกิจใน 4 ช่องทางหลัก คือ ช่องทางแรก ผ่านตัวแทน ช่องทางที่ 2 ขายผ่านองค์กรในรูปแบบธุรกิจต่อธุรกิจ ช่องทาง 3 ขายตรงถึงลูกค้าด้วยโทรศัพท์ และการตลาดบนออนไลน์ และช่องทางสุดท้าย คือ ที่ปรึกษาทางการเงิน







