
เตือนแบงก์เอเชียอ่วมหนัก
3 ปัจจัยเสี่ยงกดกำไรทรุดยาว 5 ปี จ่อเพิ่มทุนบานรับหนี้เสียท่วมโพสต์ทูเดย์ - คาดผลกำไรแบงก์ทั่วเอเชียแปซิฟิกปีนี้ยังวูบต่อ เหตุปล่อยสินเชื่อยาก หนี้เสียโตต่อเนื่อง แบงก์หันรุกกลุ่มคนรวยแทน
3 ปัจจัยเสี่ยงกดกำไรทรุดยาว 5 ปี จ่อเพิ่มทุนบานรับหนี้เสียท่วมโพสต์ทูเดย์ - คาดผลกำไรแบงก์ทั่วเอเชียแปซิฟิกปีนี้ยังวูบต่อ เหตุปล่อยสินเชื่อยาก หนี้เสียโตต่อเนื่อง แบงก์หันรุกกลุ่มคนรวยแทน
บริษัทที่ปรึกษาแมคคินซีย์ แอนด์ โค เปิดเผยบทวิเคราะห์ธุรกิจธนาคาร 328 แห่งในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ว่า ปัจจัยเสี่ยง 3 ประการหลัก คือ การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ซบเซา งบดุลที่ย่ำแย่ลง และการแข่งขันจากอุตสาหกรรมฟินเทค จะกัดกร่อนอัตราผลตอบแทนส่วนผู้ถือหุ้น (อาร์โออี) ของธนาคารในเอเชียไปจนถึงปี 2018 และจะทำให้ผลกำไรเติบโตเฉลี่ยต่อปีต่ำกว่า 4% ตั้งแต่ปี 2016-2021 จากที่เคยโตได้เฉลี่ย 10% ระหว่างปี 2011-2014
แมคคินซีย์ ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซายังส่งผลให้การเติบโตของสินเชื่อลดลง ท่ามกลางอัตราการผิดนัดชำระหนี้ที่พุ่งขึ้น โดยสินทรัพย์ที่เสี่ยงต่อการกลายเป็นหนี้เสียในจีน อินเดีย อินโดนีเซีย และญี่ปุ่นได้ขยายตัวเกือบถึง 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 14 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา ขณะที่อาร์โออีปีนี้จะลดลงอยู่ที่ 14% จาก 15% ในปีที่แล้ว และอาจลดลงเหลือเพียงเลขหลักเดียวหากภาคธนาคารไม่เร่งปรับตัว
“ธนาคารในภูมิภาคนี้เคยเติบโตอย่างยอดเยี่ยมตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ทว่าปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่าเรากำลังมาถึงจุดสิ้นสุดของยุคทองแล้ว เพราะความเสี่ยง 3 ด้านตามที่ระบุ” จอยธีป เซนคุปตา หุ้นส่วนอาวุโสของแมคคินซีย์ สิงคโปร์ กล่าวกับบลูมเบิร์ก พร้อมย้ำด้วยว่า จีนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางของทั้งภูมิภาค ซึ่งจำเป็นต้องจับตาอย่างใกล้ชิดต่อไป
รายงานระบุด้วยว่า ธนาคารในเอเชียจำเป็นต้องระดมทุนเพิ่มระหว่าง 4-6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 14 -21.1 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2020 เพื่อชดเชยความเสี่ยงจากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่ขยายตัวขึ้น
ทั้งนี้ นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์การเงินโลกในปี 2008 อุตสาหกรรมการเงินต่างเผชิญกับกฎระเบียบและการตั้งสำรองความเสี่ยงที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อศักยภาพในการปล่อยสินเชื่อ
สำหรับผลประกอบการของธนาคารในเอเชียแปซิฟิก คิดเป็นสัดส่วนถึงเกือบครึ่งหนึ่งของกำไรเฉลี่ยภาคแบงก์ทั่วโลกมาตั้งแต่ปี 2009 ขณะที่ในปีที่แล้ว ธนาคารในภูมิภาคนี้มีรายได้ก่อนหักภาษีคิดเป็นสัดส่วนถึง 46% ของรายได้ก่อนหักภาษีแบงก์ทั่วโลก 1.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 38.7 ล้านล้านบาท)
อย่างไรก็ดี แมคคินซีย์ได้ให้คำแนะนำภาคธนาคารด้วยว่า ควรหันไปจับกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพซึ่งได้แก่ กลุ่มที่ไม่ได้เป็นลูกค้าหลักของแบงก์ ซึ่งมีจำนวนถึงราว 1,100 ล้านคน กลุ่มชนชั้นกลางที่เติบโตขึ้น และกลุ่มธุรกิจขนาดกลางจนถึงขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)
ด้าน ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่า ธนาคารส่วนบุคคล (ไพรเวทแบงก์) หลายแห่งจากสวิตเซอร์แลนด์ กำลังเดินหน้าขยายธุรกิจและขยายพันธมิตรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เช่น สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย เพื่อจับกลุ่มผู้มีรายได้สูงที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง







