
Auto Technopolis แรงผลักดันใหม่ยานยนต์ไทย
โดย...ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)
โดย...ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)
โครงการ Auto Technopolis คืบหน้าหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบหลักการก่อสร้างศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ ที่ อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ด้วยวงเงินงบประมาณ 3,600 ล้านบาท เมื่อวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา จากเดิมที่เคยติดปัญหาด้านพื้นที่ตั้ง โดยปัจจุบัน ศูนย์ทดสอบดังกล่าวอยู่ระหว่างการจัดทำทีโออาร์พร้อมจัดสรรงบประมาณและเตรียมสร้างลู่วิ่งทดสอบและห้องทดสอบยางล้อ ซึ่งจะสามารถใช้งานได้ภายในปี 2018
หนังสือพิมพ์ NIKKEI รายงานว่า JICA รับเป็นตัวกลางประสานงานในการออกแบบและติดตั้งอุปกรณ์เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกับญี่ปุ่นซึ่งจะสรุปรายงานเพื่อนำเสนอแก่รัฐบาลไทยภายในเดือน ต.ค.นี้ หลังจากนั้นจะเริ่มดำเนินการในเฟส 2 เพื่อทดสอบตามมาตรฐานบังคับภายใต้ข้อตกลงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ส่วนเฟส 3 อยู่ระหว่างศึกษาการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน
ทั้งนี้ โครงการก่อสร้างศูนย์ทดสอบนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในแผนยุทธศาสตร์ของโครงการ Auto Technopolis เท่านั้น ซึ่งมีเป้าหมายหลักเพื่อดำเนินการรวมศูนย์ของสถาบันต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเช่น ด้านเทคโนโลยีชิ้นส่วนยานยนต์ หุ่นยนต์อุตสาหกรรม การวิจัยและออกแบบ รวมถึงการพัฒนาบุคลากร นอกจากนั้น ยังมีความเป็นไปได้ว่าจะพัฒนาพื้นที่โดยรอบให้เป็นนิคมอุตสาหกรรมเพื่อสร้างการเชื่อมโยงเป็นลักษณะคลัสเตอร์และสนับสนุนธุรกิจยานยนต์ที่มีอยู่แล้วในรัศมี 150 กิโลเมตร
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (อีไอซี) มองว่า Auto Technopolis เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเพิ่มความสามารถด้านเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในส่วนของศูนย์ทดสอบข้างต้นที่จะช่วยลดต้นทุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของ NIKKEI ว่า การมีศูนย์ทดสอบในประเทศจะช่วยย่นระยะเวลาในการพัฒนารถรุ่นใหม่และลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งและภาษีที่เกิดจากการส่งรถไปทดสอบที่ญี่ปุ่น อีกทั้งยังเป็นการรวมศูนย์ของสถาบันต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดให้ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกัน
ทั้งนี้ จากรายงานของ ADB เกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในปี 2015 พบว่าไทยยังมีข้อท้าทายในด้านเทคโนโลยีอยู่มาก เนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่มีการดำเนินการในลักษณะของการรับจ้างผลิต ส่วนผู้ผลิตชิ้นส่วนซึ่งอยู่ในเทียร์ที่ต่ำลงมาก็ไม่ได้มีงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นมาเป็นของตนเอง หากแต่ใช้เทคโนโลยีของพันธมิตรจากต่างประเทศ ซึ่งนับเป็นการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน เห็นได้ชัดเจนในกรณีของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ จากการที่ไทยไม่ได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีเองทำให้ไม่สามารถปรับตัวหรือต่อยอดได้ เมื่อเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลง
แต่ที่สำคัญกว่าคือไทยต้องรักษาและเพิ่มปริมาณการผลิตเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์และแข่งขันให้ได้ในระยะต่อไป เนื่องจากตลาดในประเทศของไทยเป็นตลาดขนาดเล็กมีความจำเป็นต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นหลักเพื่อรักษาปริมาณการผลิตไว้ให้ได้ เพื่อจะเป็นปัจจัยสำคัญให้ค่ายรถต่างๆ ตัดสินใจเลือกใช้ไทยเป็นฐานการผลิตรถรุ่นใหม่ๆ
นอกเหนือจากนี้ อีไอซีมองว่าการขยายตลาดในประเทศก็เป็นสิ่งจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปโครงสร้างภาษีรถยนต์ให้สามารถครอบครองได้ง่ายขึ้น และส่งเสริมการใช้รถใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ถือว่าจะ
ส่งผลให้ตลาดภายในประเทศมีการเติบโตและเพิ่มโอกาสที่ค่ายรถต่างๆ จะตัดสินใจเพิ่มการผลิตรถรุ่นใหม่ๆ จนนำไปสู่การผลิตเพื่อการส่งออก
ทั้งนี้ ในปัจจุบันไทยมีสัดส่วนการส่งออกรถยนต์มากกว่าครึ่งหนึ่งของยอดการผลิตรวม โดยตลาดรถยนต์และชิ้นส่วนของไทยไม่ได้จำกัดอยู่ในเอเชียเท่านั้น ยังมีการส่งออกไปยังตลาดอื่นๆ เช่น การส่งออกกลุ่มรถ
อีโคคาร์ไปยังยุโรปและอเมริกาเหนือ หรือการส่งออกชิ้นส่วนที่มีมูลค่าเติบโตสูงไปยังอเมริกาใต้ นอกจากนี้ ยังมีฐานการผลิตรถยนต์อื่นๆ ที่มีความสำคัญและมีลักษณะคล้ายกับไทย รวมถึงมีการส่งออกไปยังตลาดที่ใกล้เคียงกัน จึงทำให้เกิดการแข่งขันที่มากขึ้น ตัวอย่าง เม็กซิโกและตุรกีที่เน้นการส่งออกไปยังอเมริกาเหนือและยุโรปตะวันตก ตามลำดับ ประกอบกับแนวโน้มในอนาคตของตลาดทั่วโลกที่จะมีการใช้รถและชิ้นส่วนร่วมกันมากขึ้น ทั้งนี้ การพิจารณาแนวทางการพัฒนาของประเทศเหล่านี้จะทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาของไทย
อีไอซี มองว่า Auto Technopolis ควรจะสนับสนุนแผนธุรกิจของผู้ผลิตรถยนต์ แม้ว่าปริมาณการส่งออกรถอาจจะไม่ได้เป็นตัวชี้วัดที่ครอบคลุมระดับการพัฒนาอุตสาหกรรม และปริมาณการผลิตก็ไม่ได้เป็นเป้าหมายหลักของโครงการ Auto Technopolis อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะได้รับประโยชน์มากกว่าหากโครงการสอดรับกับแผนธุรกิจของผู้ผลิตรถยนต์ นั่นคือ โอกาสในการพัฒนาด้านคุณภาพและเทคโนโลยีให้กับทั้งอุตสาหกรรม รวมถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนของไทยขนาดกลางและเล็กด้วย
ในปัจจุบัน การจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนากำลังมีมากขึ้นและเป็นที่ต้องการอย่างมากของบริษัทเอกชน เช่น ศูนย์วิจัยและพัฒนาของโตโยต้าหรือนิสสัน อีกทั้งยังมีบางโครงการที่ผู้ผลิตรถยนต์ได้ให้ความร่วมมือในการพัฒนาอยู่แล้ว อย่างล่าสุดในกรณีความร่วมมือระหว่างมาสด้ากับสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยเพื่อยกระดับการผลิตชิ้นส่วนให้เป็นรูปแบบของตัวเอง ดังนั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โครงการควร
มีลักษณะสอดคล้องและสนับสนุนโครงการอื่นๆ เพื่อไม่ให้เกิดอุปสรรคในขั้นตอนการดำเนินงานจริงต่อไปในอนาคต







