
ปูพรมผุดโรงไฟฟ้าขยะ
เวล์ท แคปปิตอล จับมือเอ็มบีเทค พลิกกองขยะสู่พลังงานไฟฟ้า ตั้งเป้า 3 ปีใช้เงินลงทุน 5,000 ล้าน
เวล์ท แคปปิตอล จับมือเอ็มบีเทค พลิกกองขยะสู่พลังงานไฟฟ้า ตั้งเป้า 3 ปีใช้เงินลงทุน 5,000 ล้าน
นายกวีพงษ์ หิรัญกสิ ประธานกรรมการ บริษัท เวล์ท แคปปิตอล (ประเทศไทย) ผู้ดำเนินธุรกิจด้านพลังงานไฟฟ้า โดยเน้นพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก เปิดเผยว่า บริษัทได้เซ็นสัญญาความร่วมมือทางธุรกิจกับบริษัท เอ็ม.บี.ที.เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนซัลแทนท์ หรือเอ็มบีเทค ผู้ประกอบธุรกิจกำจัดขยะแบบบูรณาการด้วยวิธีการหมักแบบไร้อากาศ (Anaerobic Digestion) เพื่อนำขยะที่ได้จากชุมชนมาผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า
ทั้งนี้ บริษัทจะเป็นผู้พิจารณาลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าจากขยะชุมชนที่ได้รับสัมปทานจากหน่วยงานของรัฐ เช่น เทศบาล องค์การบริการส่วนตำบล (อบต.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และขายกระแสไฟฟ้าให้ภาครัฐ ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ด้วยขนาด 2-10 เมกะวัตต์ และจะลงทุนอย่างต่อเนื่องตามพื้นที่ที่มีศักยภาพ และได้รับสัญญาสัมปทานจากภาครัฐ ซึ่งในระยะแรกจะระดมทุนจากนักลงทุนที่สนใจและเชื่อมั่นในการประกอบธุรกิจของบริษัท และในระยะต่อไปจะระดมทุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้าจากขยะที่บริษัทจะก่อสร้างนั้น ประกอบด้วย 4 ขนาด ได้แก่ ขนาด 70-100 ตัน ผลิตไฟฟ้าได้ 1.2 เมกะวัตต์ ขนาด 150-180 ตัน ผลิตไฟฟ้าได้ 2 เมกะวัตต์ ขนาด 230-250 ตัน ผลิตไฟฟ้าได้ 3 เมกะวัตต์ และขนาด 500 ตัน ผลิตไฟฟ้าได้สูงถึง 8 เมกะวัตต์ โดยตั้งเป้าว่าจะใช้เงินลงทุน 3,000 ล้านบาท เพื่อก่อตั้งโรงไฟฟ้าจากขยะจำนวน 14 โรง หรือหากเลือกผลิตเฉพาะโรงไฟฟ้าจากพลังงานขยะ 500 ตัน จะสามารถผลิตได้ 3 โรง ซึ่งจะผลิตไฟฟ้าขนาด 8 เมกะวัตต์ รวมเป็น 24 เมกะวัตต์ เบื้องต้นจะก่อตั้งโรงไฟฟ้าในส่วนภูมิภาคเป็นหลักที่ความต้องการใช้ไฟฟ้ามีสูงขึ้น
ด้าน นายปัญญวัฒน์ อุทัยพัฒน์ ประธานบริษัท เอ็ม.บี.ที.เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนซัลแทนท์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีการเจริญเติบโตและพัฒนาเพิ่มมากขึ้น รวมถึงจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน ทำให้มีปริมาณขยะจากกิจกรรมต่างๆ ไม่ต่ำกว่าวันละ 5 หมื่นตัน ทั้งจากภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ชุมชน และครัวเรือน ซึ่งจำเป็นต้องมีการจัดการและบำบัดให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเมืองไทยไม่ได้มีการแยกขยะอินทรีย์กับขยะอนินทรีย์ออกจากกันจึงเป็นขยะรวม
ทั้งนี้ ในปัจจุบันพลังงานทดแทนเป็นสิ่งที่จำเป็น เนื่องจากพลังงานหลักลดน้อยลงและมีต้นทุนที่สูงขึ้น และพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือกที่สร้างโอกาสมากในขณะนี้คือกระแสไฟฟ้าที่ผลิตจากขยะชุมชน เนื่องจากขยะชุมชนมีปริมาณมาก ส่วนใหญ่กว่า 99% กำจัดด้วยวิธีการฝังกลบ ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งดิน น้ำ และอากาศ การผลิตกระแสไฟฟ้าจากขยะชุมชนนั้นจะช่วยรักษาและแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและได้พลังงานทดแทน ได้แก่ กระแสไฟฟ้า ก๊าซมีเทน นอกจากนั้นยังได้น้ำปุ๋ยสำหรับเกษตรกร สามารถทดแทนปุ๋ยเคมีและหากสามารถนำขยะชุมชนซึ่งมีจำนวนรวมทั้งสิ้นประมาณ 26 ล้านตัน/ปี มาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าทั้งหมดจะได้มากกว่า 600 เมกะวัตต์
สำหรับโรงไฟฟ้าจากขยะชุมชนเป็นการผสมผสานเทคโนโลยีเครื่องผลิตไฟฟ้าจากยุโรป การลำเลียงและคัดแยกขยะจากจีน และน้ำหมักชีวภาพจากไทย โดยที่ขยะเปียกจะถูกนำไปหมักด้วยเทคโนโลยี
Biomethanation ในบ่อหมัก ซึ่งจะได้ก๊าซมีเทน และน้ำหมักชีวภาพหรือปุ๋ยน้ำ โดยจะมีรายได้จากค่ากำจัดขยะตันละ 350 บาท (500 ตัน/วัน) หรือวันละ 1.75 แสนบาท เดือนละ 5.25 ล้านบาท







