
เทรดกองทุนข้ามชาติ
ครม.ไฟเขียวกลต.เซ็นร่วมมือเอเชียเดือนนี้
ครม.ไฟเขียวกลต.เซ็นร่วมมือเอเชียเดือนนี้
ครม.เห็นชอบความร่วมมือชาติเอเชียในการซื้อขายกองทุนรวมข้ามชาติ ให้ ก.ล.ต.เซ็นความร่วมมือเดือนนี้
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบร่างบันทึกความร่วมมือเกี่ยวกับการดำเนินงานของโครงการจัดการกองทุนรวมภูมิภาคเอเชียข้ามพรมแดนภายใต้กรอบเอเปก (MOC) โดยให้ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นผู้ลงนามในร่าง MOC กับผู้แทนประเทศเอเปก ซึ่งจะมีการลงนามภายในเดือนนี้ และใช้เวลาดำเนินการอีกประมาณ 18 เดือน เพื่อให้เกิดการซื้อขายกองทุนระหว่างกันได้
ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) ไหนที่สนใจจะขายหน่วยลงทุนให้กับนักลงทุนในประเทศกลุ่มเอเปก ก็ต้องขออนุญาตจาก ก.ล.ต. หลังจากนั้นต้องขออนุญาต ก.ล.ต.ประเทศที่ต้องการไปขายหน่วยลงทุน เมื่อได้รับอนุมัติก็ดำเนินการขายกองทุนผ่านตัวแทนและโอนเงินกลับเข้าในไทย
ขณะเดียวกัน บลจ.ประเทศในเอเปกที่ต้องการขายหน่วยลงทุนในไทย ก็ได้รับการพิจารณาเห็นชอบก่อน ซึ่งเป็นการยกระดับการลงทุนไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับภูมิภาค เป็นประโยชน์กับตลาดทุนไทย ผู้ลงทุน อุตสาหกรรมกองทุนรวมของไทย
นายกฤษฎา กล่าวว่า ที่ผ่านมาไทยมีการลงนามระดับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เพื่อซื้อขายกองทุนรวมระหว่างกัน โดยไทยได้ลงนามกับประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ ขณะนี้ บลจ.ของไทย 1 แห่ง อยู่ระหว่างขอไปขายกองทุนรวมในประเทศสิงคโปร์ 1 กอง ซึ่งการลงนามกับประเทศเอเปกในครั้งนี้ เป็นการขยายตลาดทุนไทยให้กว้างมากขึ้น
นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ก.ล.ต.ได้เตรียมการเรื่อง Asia Region Funds Passport (ARFP) มาตั้งแต่ปี 2556 เพื่อขยายตลาดให้แก่ บลจ.ของไทยไปสู่ตลาดต่างประเทศในภูมิภาคเอเชียนอกเหนือจากภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งเป็นการเปิดให้กองทุนรวมที่ผ่านเกณฑ์ ARFP มาเสนอขายผ่านตัวแทนขายในไทยเพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุนให้แก่ผู้ลงทุนไทยด้วย ภายหลังจากที่ ครม.ได้อนุมัติการลงนามใน MOC นี้แล้ว ก.ล.ต.ก็จะดำเนินการออกกฎเกณฑ์ภายในเพื่อรองรับการให้ บลจ.ที่สนใจสามารถเริ่มเสนอขายกองทุนรวมภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ได้โดยเร็ว
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต ศึกษาพฤติกรรมการซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) ของนักลงทุนในหลายปีที่ผ่านมา และประเมินว่าปีนี้จะมียอดซื้อกองทุนแอลทีเอฟสุทธิในเดือน พ.ย.-ธ.ค.ประมาณ 2.9-3.7 หมื่นล้านบาท พบว่ามีโอกาสที่กองทุนเหล่านี้จะนําเงินใหม่เข้าซื้อหุ้นบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) บริษัท ปตท. (PTT) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส
(ADVANC) ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต (BLA) บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) บริษัท ผลิตไฟฟ้า (EGCO) บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป (M) บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) คาดเม็ดเงินสุทธิรอการซื้อแอลทีเอฟในเดือน พ.ย.-ธ.ค.เท่ากับ 2.9-3.7 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ ประเมินจากประการแรก รูปแบบเม็ดเงินซื้อแอลทีเอฟสุทธิเดือน พ.ย.-ธ.ค. 2553 เป็นต้นมา โดยจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสะสม 14% หรือ 3.7 หมื่นล้านบาท ประการที่สอง หากประเมินแบบหุ้นรายตัวโดยคิดเม็ดเงินเฉพาะฝั่งซื้อเข้าปีก่อน และใช้สมมติฐานอัตราเติบโตเงินได้ 5-10% เงินฝั่งซื้อเข้าอยู่ที่ 6.5-7.1 หมื่นล้านบาท หักด้วยคาดการณ์การขายแอลทีเอฟ ที่ซื้อมาปี 2554 คิดเป็น 60% ของเงินลงทุนทั้งหมด (ปีก่อนหน้ามีการขายระดับ 50%) จะเท่ากับ 3.6 หมื่นล้านบาท และหักด้วยการซื้อขายสทุธิใน 10 เดือนที่ผ่านมา จะได้ตัวเลขซื้อสุทธิในเดือน พ.ย.-ธ.ค.ที่ 2.9-3.4 หมื่นล้านบาท
ดังนั้น ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นไป 1,500 จุด ปลายปีนี้ นักลงทุนที่รอซื้อกองทุนแอลทีเอฟ แนะนําใหรีบทยอยซื้อเพื่อลดความเสี่ยงที่จะต้องซื้อแพงที่สิ้นปี โดยกองทุนแนะนำให้ซื้อ ได้แก่ TLTFD, 70/30-D LTF, KFLTFD70 และ CIMB-PRINCIPAL LTF







