
เอสเอ็มอีห่วงบาทแข็งทุบ ตั้งเป้าส่งออก...ขอโตแค่15%
แม้กระทรวงพาณิชย์จะประกาศขยับเป้าหมายส่งออกปีนี้ในภาพรวมของประเทศขึ้นไปอยู่ที่ 20% แต่สำหรับผู้ประกอบการรายกลางและเล็ก หรือเอสเอ็มอี กลับถ่อมตัวขอโตแค่ 15% เนื่องจากยังกังวลความเสี่ยงจากปัญหาเงินบาทแข็งค่า ซึ่งกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคา ถ้าค่าเงินของประเทศคู่แข่งไม่เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับค่าเงินบาท
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สถานการณ์การส่งออกของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ช่วงเดือน ม.ค.มิ.ย. 2553 มีมูลค่าทั้งสิ้น 8.91 แสนล้านบาท คิดเป็น 30% ของการส่งออกในภาพรวมทั้งหมด ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 14.6% ที่มีมูลค่า 7.77 แสนล้านบาท เป็นไปตามการเติบโตของการส่งออกในภาพรวม และเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว
ฉะนั้น เป้าหมายส่งออกของเอสเอ็มอี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของการส่งออกทั้งหมด ปีนี้คงขยายตัวได้ที่ระดับ 15% จากเดิมเฉลี่ยจะโต 10%
สินค้าที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ทองคำ 9.67 หมื่นล้านบาท น้ำตาลที่ได้จากอ้อยหรือหัวบีต และซูโครสที่บริสุทธิ์ในทางเคมี ในลักษณะของแข็ง 5.39 หมื่นล้านบาท ยางธรรมชาติ ในลักษณะขั้นปฐม หรือเป็นแผ่นบางหรือเป็นแถบ 3.86 หมื่นล้านบาท ข้าว 3.55 หมื่นล้านบาท เครื่องเพชร พลอย รูปพรรณ และส่วนประกอบ ทำด้วยโลหะมีค่า หรือทำด้วยโลหะที่หุ้มติดด้วยโลหะมีค่า 2.81 หมื่นล้านบาท
สินค้าประเภทชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อาหารและเครื่องดื่ม ก็ขยายตัวค่อนข้างมาก สอดคล้องกับการผลิตของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่ส่งต่องานมาให้เอสเอ็มอี
สำหรับแนวโน้มครึ่งปีหลัง จะอยู่ในช่วงขาขึ้นต่อ เนื่องจากตลาดหลักที่สำคัญอย่างอาเซียน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และจีน ยังมีคำสั่งซื้อเข้ามามาก
ที่น่าสนใจ คือ ธุรกิจสปา และธุรกิจบริการด้านการท่องเที่ยวก็ส่งออกได้มากขึ้น โดยประเทศที่ไทยส่งออกได้มาก คือ ญี่ปุ่น 1.76 หมื่นล้านบาท สวิตเซอร์แลนด์ 1.52 หมื่นล้านบาท จีน 1.46 หมื่นล้านบาท ฮ่องกง 1.41 หมื่นล้านบาท และสหรัฐอเมริกา 1.38 หมื่นล้านบาท
ด้านการนำเข้า มีมูลค่ารวม 8.76แสนล้านบาท คิดเป็น 31% ของมูลค่าการนำเข้าในภาพรวม 2.84 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นเครื่องประดับอัญมณี ทองคำ และอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับโทรศัพท์ และอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
ส่งผลให้เอสเอ็มอีไทยยังได้ดุลการค้า 1.5 หมื่นล้านบาท โดยประเทศที่ไทยนำเข้า 5 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่น 2.58 หมื่นล้านบาท จีน 2.48 หมื่นล้านบาท สิงคโปร์ 1.11 หมื่นล้านบาท ฮ่องกง 1.05 หมื่นล้านบาท และสหรัฐอเมริกา 7,831 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การส่งออกของเอสเอ็มอี ทุกวันนี้ยังมีปัญหาในเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน เช่น สินค้าต้องผ่านการตรวจสอบมาตรฐานจากต่างประเทศ มีขั้นตอนยุ่งยาก ใช้เวลานาน และมีงบประมาณสูง สินค้าบางชนิดจึงไม่ผ่านการตรวจสอบ เป็นต้น
ตลอดจนปัญหาเงินบาทแข็งค่า ถ้าเกิดขึ้นแค่ช่วงสั้นๆ เอสเอ็มอีจะได้รับผลกระทบไม่มาก เนื่องจากการสั่งซื้อสินค้าเป็นการสั่งล่วงหน้าไว้และตกลงราคาไว้แล้ว แต่หากเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องนาน จะส่งผลกระทบต่อการแข่งขันแน่นอน เพราะสินค้าไทยจะมีราคาสูงขึ้น เมื่อเทียบกับสินค้าจากที่อื่น
โดยเฉพาะหากค่าเงินของประเทศคู่แข่งไม่แข็งค่าเป็นไปในทิศทางเดียวกับค่าเงินบาทของไทย ก็จะยิ่งกดดันให้เอสเอ็มอีเสียเปรียบมากยิ่งขึ้นไปอีก
ขณะเดียวกัน ความผันผวนของค่าเงินก็เป็นต้นทุนให้ผู้ประกอบการต้องทำประกันความเสี่ยง ซึ่งในส่วนของเอสเอ็มอีถือว่าเป็นต้นทุนที่สูงมาก ต่างจากผู้ส่งออก รายใหญ่ที่มีทุนมากกว่า
ดังนั้น สสว.จึงพยายามผลักดันให้ผู้ประกอบการไปเปิดตลาดต่างประเทศ ผ่านการเข้าร่วมจัดงานแสดงสินค้าในกลุ่มประเทศคู่ค้าเป้าหมาย อาทิ อาเซียน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และจีน ซึ่งเป็นโครงการที่เริ่มดำเนินการมาแล้วตั้งแต่ช่วงปลายปี 2552 เพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการไทยสามารถส่งออกสินค้าได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากจะมีการจับคู่ธุรกิจด้วย โดยแต่ละทริปก็มีผู้ประกอบการให้ความสนใจเป็นอย่างมาก
สสว.จะมีการสนับสนุนเงินทุนสนับสนุนเอสเอ็มอีในการจัดงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ และกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ โดย สสว.สนับสนุนเงินอุดหนุน 60% ของค่าใช้จ่ายสำหรับที่พัก ค่าเดินทาง และค่าระวางสินค้าที่นำไปจัดแสดง
“
การไปเปิดตลาดในแต่ละครั้งไม่ได้หวังผลด้านยอดขายเพียงอย่างเดียวแต่ต้องการให้ผู้ประกอบการรายย่อยได้ไปดูต้นแบบ ดูตลาดต่างประเทศ รับทราบข้อมูลความต้องการสินค้าในแต่พื้นที่ เพื่อกลับมาพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพ และตอบสนองความต้องการของตลาดได้ตรงจุด” นายยุทธศักดิ์ กล่าว






