posttoday
ฟ้องศาลกทช.ไร้สิทธิออกไลเซนส์3จี

ฟ้องศาลกทช.ไร้สิทธิออกไลเซนส์3จี

11 สิงหาคม 2553

พนักงานทีโอทียื่นเรื่อง10ส.ค. ชี้ต้องมีแผนแห่งชาติถึงทำได้

โพสต์ทูเดย์ — กทช.งานเข้าต่อเนื่อง ภาคประชาชนโดดฟ้องศาลปกครอง ไม่มีสิทธิออกไลเซนส์ 3จี ทำร้ายทีโอทีกสทฯ

นายพรชัย มีมาก พนักงานบริษัท ทีโอที ในฐานะภาคประชาชน ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. ต่อศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา กรณีการเตรียมเปิดประมูลใบอนุญาตให้บริการหรือไลเซนส์ 3จี บนคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ในประเด็นการดำเนินการไม่ถูกกฎหมายของ กทช. เนื่องจากก่อนจะนำคลื่นความถี่ดังกล่าวไปจัดสรรได้ กทช.และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) จะต้องมีการจัดทำแผนความถี่แห่งชาติก่อน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ กสช.ยังไม่มีแผน ทำให้ไม่สามารถจัดสรรคลื่นความถี่ดังกล่าวได้ เนื่องจากที่ผ่านมา กทช.ได้อ้างการตีความของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่า หากการดำเนินการ 3จี มีความจำเป็น ก็ให้ดำเนินการได้ แต่ขณะนี้ยังไม่จำเป็น เพราะ กทช. 3 ท่าน กำลังจะหมดวาระลงในเดือน ก.ย.นี้

ดังนั้น การเร่งเปิดประมูลไลเซนส์ 3จี ของ กทช. จึงเหมือนมีวาระซ่อนเร้น รวมทั้งยังกีดกันรัฐวิสาหกิจไม่ให้เข้าร่วมประมูล

สำหรับ กทช. 3 ท่าน ที่จะหมดวาระ คือ นายประสิทธิ์ ประพิณมงคลการ ประธาน กทช. นายสุธรรม อยู่ในธรรม และนายสุชาติ สุชาติเวชภูมิ

นอกจากนี้ การเปิดประมูลไลเซนส์ 3จี ของ กทช. ยังมีผลต่อเนื่อง โดยเงื่อนไขการประมูล 3จี ได้ระบุว่า หากสัมปทานมือถือเดิมหมดอายุ จะต้องนำคลื่นความถี่ดังกล่าวคืนให้กับ กทช. โดยไม่มีการบอกให้เจ้าของสัมปทาน อย่างบริษัท ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม จะดำเนินการบริหารต่อหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ใช้มือถือเดิม

กทช.ได้กำหนดว่า ผู้ที่ได้รับไลเซนส์ 3จี จะต้องคืนสิทธิในการบริหารคลื่นเดิมให้กับ กทช. จนกว่าจะหมดอายุสัมปทาน เพื่อป้องกันผู้ให้บริการบางรายครอบครองคลื่นความถี่เกินความจำเป็นต่อการใช้งาน ซึ่งเมื่อทีโอที และ กสทฯ ได้รับความถี่คืนจากเอกชนแล้ว จะต้องคืนให้ กทช.นำกลับไปจัดสรรใหม่

นายพรชัย กล่าวว่า จากข้อมูลทั่วโลกมีการใช้ระบบ 3จี น้อยกว่าการใช้จีเอสเอ็ม ซึ่งที่ผ่านมามีการนำประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและกัมพูชามาอ้างว่า ได้เปิดใช้งาน 3จี ก่อนประเทศไทย แต่ในความเป็นจริงทั้งสองประเทศเพิ่งจะเริ่มใช้โทรศัพท์มือถือ ซึ่งตามหลักการเทคโนโลยีย่อมใหม่กว่า แต่การเข้าถึงโทรศัพท์มือถือนั้นน้อยกว่าประเทศไทยอย่างมาก

ด้านนายวิบูลย์ทัต สุทันธนกิตติ์ รองปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กล่าวว่า ได้กำหนด 7 ยุทธศาสตร์หลักในกรอบนโยบาย ICT 2020 เพื่อพัฒนาไอซีทีไทยใน 10 ปี

เนื่องจากกรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศ ระยะ พ.ศ. 2544 2553 หรือ IT 2010 ของประเทศไทยจะสิ้นสุดระยะเวลาลงในปี พ.ศ. 2553 กระทรวงฯ จึงได้ร่วมมือกับ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดทำกรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ระยะ พ.ศ.25542563 ของประเทศไทย หรือ ICT 2020 ขึ้น เพื่อให้การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารและโทรคมนาคมมีความต่อเนื่องจากกรอบนโยบายเดิม โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อการกำหนด ทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และโทรคมนาคมของไทยในระยะเวลา 10 ปี ให้รองรับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของโลก และเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนนำกรอบนโยบายไปใช้เป็นแนวทางในการจัดทำแผนพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของหน่วยงาน โดยกระทรวงฯ ได้เริ่มดำเนินการจัดทำร่างกรอบนโยบาย ICT 2020 มาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2552 และมีกำหนดแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2553

ด้าน นางเมธินี เทพมณี ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กล่าวว่า สำหรับขั้นตอนในการดำเนินการจัดทำแผนแม่บทฯ นั้น เริ่มตั้งแต่การศึกษาข้อมูลเบื้องต้น เช่น การวิเคราะห์เปรียบเทียบเพื่อประเมินการพัฒนา ICT ของประเทศไทยกับเวทีโลก การวิเคราะห์แนวโน้มเทคโนโลยี ICT ในปัจจุบัน การรวบรวมข้อมูลแนวทางและเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ การประเมินสถานภาพการพัฒนา และการมีการใช้เทคโนโลยี ICT ในประเทศ

พร้อมกันนี้ยังมีการจัดการประชุมระดมความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญระดับสูง (Highlevel Expert Roundtable) ในช่วงปลายปี 2552ที่ผ่านมา เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบและแนวโน้มของเทคโนโลยี ICT โดยแบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มการเมืองการปกครอง กลุ่มเศรษฐกิจ กลุ่มสังคม กลุ่มสื่อ กลุ่มพลังงานและสิ่งแวดล้อม และประเด็นเรื่องเทคโนโลยีอุบัติใหม่ หลังจากนั้นในระหว่างวันที่ 18 มิถุนายน – 13 กรกฎาคม 2553 จึงได้มีการจัดทำร่าง วิสัยทัศน์ วัตถุประสงค์ เป้าหมาย และแนวทางการขับเคลื่อนรายยุทธศาสตร์ และเชิญผู้เชี่ยวชาญและผู้เกี่ยวข้องมาระดมความคิดเห็น เพื่อกำหนดมาตรการ แผนงาน และโครงการเร่งด่วนในยุทธศาสตร์แต่ละกลุ่ม ซึ่ง (ร่าง) กรอบนโยบาย ICT 2020 นี้ ประกอบด้วย 7 ยุทธศาสตร์หลัก คือ

1.ยุทธศาสตร์ “การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศและการสื่อสารแห่งอนาคต” 2.ยุทธศาสตร์ “ICT เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ” 3.ยุทธศาสตร์ “การพัฒนาทุนมนุษย์ ICT สำหรับปี 2020” 4.ยุทธศาสตร์ “การพัฒนาอุตสาหกรรม ICT” 5.ยุทธศาสตร์ "ICT เพื่อการให้บริการของภาครัฐ (Public Service)” 6.ยุทธศาสตร์ “ICT เพื่อความเท่าเทียมทางสังคม (Social Equality)” และ 7.ยุทธศาสตร์ “ICT เพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม”

นอกจากนี้ ใน (ร่าง) กรอบนโยบาย ICT 2020 ยังมีประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศอีก 3 ประเด็น คือ 1. ประเด็น “ด้านกฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า” 2. ประเด็น “การเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วย ICT: แนวทางการขับเคลื่อนภายใต้กรอบนโยบาย ICT 2020” และ 3. “แนวทางการพัฒนา ICT เพื่อการบริการสุขภาพภายใต้กรอบนโยบาย ICT 2020"

“หลังจากใช้เวลากว่า 1 ปี คณะทำงานจัดทำกรอบนโยบายฯ ของกระทรวงฯ จึงได้ทำการ (ร่าง) กรอบนโยบาย ICT 2020 ใกล้แล้วเสร็จ และได้จัดให้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะขึ้นในกรุงเทพฯ และภูมิภาคต่างๆ 4 ภูมิภาค โดยในภาคเหนือจัดให้มีการประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดขอนแก่น ภาคกลางจะจัดที่จังหวัดนครปฐม และภาคใต้ที่จังหวัดสงขลาตามลำดับ ซึ่งการจัดประชุมฯ ดังกล่าวนี้นอกจากจะมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) กรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทย ระยะ พ.ศ.25542563 โดยเฉพาะความคิดเห็นในภูมิภาคต่างๆ และนำข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะเหล่านั้น มาใช้ในการปรับปรุงตัวร่าง และการจัดทำกรอบนโยบายฯ ฉบับสมบูรณ์ แล้ว ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทยในระยะเวลา 10 ปี ให้เป็นที่รับรู้ต่อสาธารณชน ทั่วประเทศด้วย” นางเมธินี กล่าว

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ