
CENTELร่วมพันธมิตรซื้อรร.
CENTEL ปรับกลยุทธ์จับมือพันธมิตรซื้อโรงแรม แย้มกำลังเจรจา 1-2 ธุรกรรม
CENTEL ปรับกลยุทธ์จับมือพันธมิตรซื้อโรงแรม แย้มกำลังเจรจา 1-2 ธุรกรรม
นายรณชิต มหัทธนะพฤทธิ์ รองประธานอาวุโสฝ่ายการเงินและบริหาร บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) เปิดเผยว่า บริษัทมีนโยบายไม่ให้เกินหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) ที่ 1.20-1.30 เท่าจากปัจจุบันที่ 0.70 และได้ปรับเพิ่มกลยุทธ์ในการเข้าซื้อธุรกิจโรงแรมทั้งในและต่างประเทศด้วยการจับมือร่วมกับพันธมิตรเพื่อเข้าซื้อโรงแรม โดยบริษัทจะใส่เงินลงทุนในการซื้อและเข้าถือหุ้น 20-25% ร่วมกับพันธมิตรที่ใช้เงินซื้อและเข้าถือหุ้น 75-80% เพื่อเป็นการบริหารความเสี่ยงทำเลไม่คุ้นเคย
ทั้งนี้ บริษัทกำลังศึกษาการลงทุน 1-2 ธุรกรรม และจะเซ็นสัญญาตกลงเงื่อนไขล่วงหน้าว่าหากพันธมิตรผู้ถือหุ้นใหญ่ต้องการขายในอนาคตจะต้องเจรจาเสนอขายให้กับบริษัทเป็นรายแรก โดยได้มีการลงทุนในรูปแบบดังกล่าวมาแล้ว ธุรกรรมแรกคือโรงแรมในมัลดีฟส์ที่ช่วงแรกลงทุนถือหุ้น 25% และซื้อหุ้นเพิ่มเป็น 75% จากเดิมที่บริษัทจะเป็นผู้ลงทุนสร้างเองและถือหุ้น 100% ในทำเลที่คุ้นเคยหรือเข้าไปถือหุ้นใหญ่ 75-80%
อย่างไรก็ตามในปี 2563 บริษัทวางเป้าหมายจะเพิ่มจำนวนโรงแรมเป็น 70 แห่ง มีจำนวนห้องรวมทั้งสิ้น 1.5 หมื่นห้อง จากสิ้นปี 2558 ที่มีจำนวน 40 แห่ง จำนวนห้องทั้งสิ้น 7,720 ห้อง โดยมีแผนลงทุนสร้างใน 5 ปีข้างหน้า จะลงทุนสร้างโรงแรมแบรนด์ Cozi จำนวน 6 แห่ง และขยายสัญญารับจ้างบริหารเพิ่มด้วย โดยตั้งเป้าจะมีสัญญารับจ้างบริหารโรงแรมใหม่เพิ่มประมาณ 8-10 โรงแรม/ปี จากปัจจุบันที่มีจำนวน 17 โรงแรม
สำหรับในปีนี้บริษัทตั้งงบลงทุนประมาณ 500 ล้านบาท เพื่อซื้อแบรนด์ร้านอาหารเพิ่มอีกจากปัจจุบันที่มี 12 แบรนด์ โดยปีนี้มีแผนขยายสาขาใหม่ของแบรนด์เดิมอีก 58 สาขา ส่งผลให้สิ้นปีนี้บริษัทจะมีร้านสาขาของแบรนด์ร้านอาหารเดิมรวมที่ประมาณ 830 สาขา
บริษัทตั้งงบลงทุนปีนี้ 600 ล้านบาท เพื่อขยายสาขาใหม่และปรับปรุงสาขาเดิมของร้านอาหาร อีกทั้งตั้งงบลงทุนอีก 600 ล้านบาท เพื่อขยายโรงแรมและปรับปรุงโรงแรมในประเทศ และวางงบลงทุนอีก 100 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงโรงแรมในมัลดีฟส์
นายรณชิต กล่าวว่า ผลประกอบการในปี 2559 จะออกมาทำจุดสูงสุดใหม่ ส่วนหนึ่งเพราะในปีนี้จะได้ประโยชน์จากต้นทุนและค่าใช้จ่ายจากการจดทะเบียนตั้งอินเตอร์เนชั่นแนล เฮดควอเตอร์ ทำให้ค่าใช้จ่ายค่าจ้างพนักงานในต่างประเทศจะลดลงประมาณ 10 ล้านบาท/ปี รวมถึงจะจ่ายภาษีนิติบุคคลจากรายได้ธุรกิจรับจ้างบริหารโรงแรมในอัตราลดลงจากเดิมที่ 20% เหลือ 10% โดยตัวเลขภาษีที่จะลดลงเป็นตัวเงินบริษัทขอเข้าไปศึกษาอีกครั้ง เพราะธุรกิจโรงแรมในกลุ่มมีหลายฐานภาษี







