
ชุติมา : ต้องคัตลอส ข้าวเสียที่เก็บไว้ก็ไม่คุ้มแล้ว
โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล
โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล
ผ่านมาแล้วเกือบ 2 ปี ในการเข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ของ “ชุติมา บุณยประภัศร” กับภารกิจสำคัญ นั่นก็คือการเร่งระบายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลที่ขณะนั้นมีอยู่ 18 ล้านตัน
“ตอนนี้ข้าวในสต๊อกเหลือประมาณ 10 ล้านตัน จาก 18 ล้านตัน เพราะขายไปบ้างแล้ว โดยข้าวที่เหลืออยู่แบ่งเป็น 3 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกเป็นข้าวเกรดพี เอ บี ถ้าพูดคร่าวๆ ก็คือข้าวดี เพราะนำไปปรับปรุงคนกินได้ประมาณ 4-5 ล้านตัน กลุ่มที่ 2 คือ ข้าวเสื่อมเกินปรับปรุงไม่เหมาะกับคน แต่อาจจะเข้าอุตสาหกรรมแปรรูปได้มี 2-3 ล้านตัน รวมๆ ตรงนี้ก็เกือบ 7 ล้านตันแล้ว ส่วนกลุ่มที่ 3 คือข้าวเสีย คือ มีของเสียปนอยู่ แยกไม่ไหวอีก 2 ล้านตัน ต้องเอาเข้าอุตสาหกรรมอย่างเดียว และห้ามเป็นอุตสาหกรรมที่กิน เช่น ทำเอทานอล ไบโอพลาสติก ซึ่งข้าวกลุ่มที่ 1 กับกลุ่มที่ 2 ยังทำเงินได้ กลุ่มที่ 3 อาจต้องคัตลอส (Cut Loss) เพื่อไม่ให้เสียชื่อข้าวไทย ซึ่งข้าวที่ปนกันเละเทะอย่างนี้ ก็ไม่รู้ว่าปล่อยกันมาได้อย่างไร บางโกดังตอนเข้าไปรับของเมื่อปี 2557 ถึงกับต้องใช้คำว่าผงะ คือปนกันมั่วไปหมด และมีแม้กระทั่งคนไปสร้างคลังขึ้นมาเพื่อรับเก็บของในโครงการรับจำนำข้าวเปลือก” ชุติมา ให้สัมภาษณ์ “โพสต์ทูเดย์”
ชุติมา บอกว่า ข้าวในกลุ่มที่เสื่อมสภาพและข้าวที่ปนกันจนมั่วที่มีรวมกันกว่า 4-5 ล้านตัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แจ้งความในคดีข้าวผิดชนิด ข้าวเสีย และข้าวไม่ตรงมาตรฐาน กับเซอร์เวเยอร์และเจ้าของคลัง รวมกันจำนวน 187 ราย 1,080 คลัง ปริมาณทั้งหมด 5,372,074 ตัน แยกเป็นคลังที่อยู่ในความดูแลขององค์การคลังสินค้า (อคส.) ได้แจ้งความดำเนินคดี 135 ราย 800 คลัง ปริมาณ 3,999,623 ตัน และคลังที่อยู่ในความดูแลขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) แจ้งความดำเนินคดี 52 ราย 280 คลัง 1,372,451 ตัน
“เฉพาะข้าว 2 ล้านกว่าตันที่ปนเปกันสับสนไปหมด และข้าวที่เสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ 2-3 ล้านตัน ก็ต้องไปไล่ดูว่าเกี่ยวกับหัวหน้าคลังกี่คน เพราะคลังที่มี 1,000 คลัง บางคนดูหลายคลัง และต้องดูว่าใครเป็นเจ้าของคลังและเซอร์เวเยอร์เป็นใคร เพราะต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย แต่ถ้าเซอร์เวเยอร์ยืนยันว่าของที่รับเข้าไปถูก ก็ต้องไปพิสูจน์ที่ศาล เพราะทุกอย่างแจ้งความไว้แล้ว”
ชุติมา กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ได้ระบายข้าวดีไปได้ 8 ล้านตัน แต่ยอมรับว่าในส่วนข้าวเสื่อมหรือข้าวเกรดซี และข้าวที่ปนกันมั่ว เพิ่งระบายออกได้เมื่อไม่นานมานี้ เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่งส่งผลสรุปการเก็บหลักฐานมาให้กระทรวงในเดือน พ.ย. 2558 ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจส่งมาว่าทำคดีทำหลักฐานเสร็จแล้ว กระทรวงพาณิชย์จะนำข้าวไปทำอะไรก็ได้ โดยไม่ได้ยึดไว้เป็นของกลาง
“พอตำรวจบอกว่าไม่ยึดเป็นของกลาง เราเอาของที่เสียคือข้าวกลุ่มสาม มาลองก่อนเปิดประมูลให้เข้าอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภค ลองทำก่อน 3 หมื่นกว่าตัน ผลมีคนชนะประมูล 2 คน รายหนึ่งถอนตัวไปเพราะมาแล้วเข้าใจผิดคิดว่านำมาแยกเป็นข้าวบริโภคได้ อีกรายประมูลได้ 2.1 หมื่นตัน และยืนยันจะเอาไปทำปุ๋ย เราก็ถามว่าแน่ใจนะว่าเอาไปทำปุ๋ย เพราะเอาข้าวไปทำปุ๋ยเราก็ไม่เคยเห็น แต่กว่าจะขนเสร็จใช้เวลา 3 เดือน ซึ่งนานเกินไป ก็เลยเสนอ นบข. ว่า เห็นทีจะใช้กรณีการขนแบบนี้ไม่ไหวแน่นอน ก็จะหาวิธีอื่นๆ ที่รัดกุมในการขนย้ายกว่านี้ และราคาข้าวที่ขายออกไปก็ต้องมั่นใจว่าไม่ได้มีการเอาเปรียบหลวง”
ชุติมา บอกว่า การเปิดประมูลข้าวในสต๊อกรัฐบาลทั้งกลุ่มข้าวดีและข้าวเสื่อมสภาพ ตอนนี้จะให้ความสำคัญกับการเปิดประมูลข้าวดีออกไปให้หมดก่อน และเมื่อระบายจะต้องไม่ฉุดราคาข้าวเปลือกของชาวนา โดยจะเร่งระบายในช่วงที่ผลผลิตข้าวใหม่ยังไม่ออกสู่ตลาด ส่วนข้าวเสียอาจต้องระบายหลังจากนั้น เพราะการประมูลข้าวดีกับข้าวเสื่อมไปพร้อมๆ กันจะมีปัญหาตรงที่ว่าเมื่อของออกมาเยอะ จะไม่มีรถบรรทุกไว้ขน
“อย่าเพิ่งคิดว่าการระบายข้าวเสียเข้าอุตสาหกรรมจะระบายง่ายนะ เพราะต้องไปเข้าอุตสาหกรรมจริง เพราะต้องเปรียบเทียบกับราคาวัตถุดิบอื่นๆ ด้วย ถ้าราคาข้าวแพงไปเขาก็ไม่ซื้อ”
ชุติมา ระบุว่า สต๊อกข้าวรัฐบาลที่มีกว่า 10 ล้านตัน ไม่ใช่เหตุผลที่ผู้ซื้อต่างประเทศจะใช้เป็นข้ออ้างในการกดราคาข้าวไทย เพราะต่างฝ่ายต่างมีข้อมูลว่ามีข้าวดีและข้าวเสื่อมเท่าไหร่
“ลองไปดูสต๊อกข้าวอินเดีย สต๊อกเยอะมาก 30-40 ล้านตัน แล้วทำไมราคาไม่ลง และทำไมคนถึงต้องมายุ่งกับสต๊อกข้าวไทย 10 ล้านตัน ซึ่งมีข้าวเสีย 4-5 ล้านตัน และถ้าสุดท้ายเราคิดว่าข้าวเสียที่เก็บไว้ก็ไม่คุ้มแล้ว ต้องคัตลอสแล้ว กรรมการชุดนี้อาจจะยอมขายต่ำเพื่อให้หมดภาระรัฐบาลก็อาจเป็นไปได้ และเราจะพยายามระบายข้าวทั้งหมด 10 ล้านตันให้หมดภายในปีนี้ จากเป้าหมายเดิมที่จะระบายข้าวหมดสต๊อกกลางปี 2560 ตามที่เคยอธิบาย คสช.ไว้ โดยจะทำอย่างไรก็ได้ เพื่อให้รัฐบาลเสียหายน้อยสุด และประมูลออกไปให้ได้เร็วสุด บนเงื่อนไขที่ว่าต้องไม่กระทบกระเทือนต่อราคาของข้าวที่ชาวนาจะได้รับ” ชุติมา กล่าว
สำหรับความคืบหน้าในกรณีออกคำสั่งทางปกครองเพื่อบังคับเรียกค่าเสียหายกรณีทุจริตระบายข้าวจีทูจี 6.2 ล้านตัน ค่าเสียหาย 2 หมื่นล้านบาทนั้น ชุติมา กล่าวว่า ยังบอกไม่ได้ว่าตัวเลขที่จะเรียกค่าเสียหายจะเป็นเท่าไหร่ และต้องเรียกจากนักการเมืองและข้าราชการรวมทั้ง 6 คน คนละเท่าใด
“ตอนนี้กรมบัญชีกลางดูเสร็จแล้ว และส่งกลับมาให้ท่านนายกฯ จากนั้นท่านนายกฯ ก็ส่งกลับมาให้กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการเฉพาะกรณีข้าวจีทูจี แต่ก็ยังมีปัญหาอยู่ว่าใครจะต้องเป็นคนออกคำสั่ง เพราะคนที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นระดับการเมืองและข้าราชการประจำ จึงยังมีประเด็นให้ต้องพิจารณาอีกว่าเป็นความเสียหายของใคร เป็นของกระทรวงพาณิชย์ที่เป็นคนขายข้าว หรือของกระทรวงการคลังที่เป็นเจ้าของเงิน จึงเสนอเรื่องให้กฤษฎีกาพิจารณาว่า ใครจะเป็นคนที่จะไปออกคำสั่งตามนั้น เพื่อให้การออกคำสั่งทางปกครองในเรื่องนี้ถูกต้องตามกระบวนการ และเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้กฤษฎีกาได้เรียกกระทรวงพาณิชย์ไปให้ข้อมูลแล้ว จึงยืนยันว่าการออกคำสั่งทางปกครองไม่ช้าแน่นอน”
ชุติมา ระบุว่า ส่วนกรณีความเสียหายโครงการรับจำนำข้าวที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์นั้น ตอนนี้คดีอยู่ในศาล จึงยังไม่สามารถพูดอะไรได้ เช่นเดียวกับการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตระบายข้าวจีทูจี ก็ได้ยื่นฟ้องและถูกรวมคดีแพ่งกับอาญาไว้เป็นคดีเดียวกัน โดยยืนยันว่าเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการทำผิดจะต้องร่วมชดใช้ความเสียหายด้วย
“คดีใดๆ ถ้ามีเอกชนมาเกี่ยวข้องอายุความมันสั้น ถ้าไม่รีบยื่นฟ้องว่าเสียหาย คุณเดือดร้อนแน่ เพราะนั่นแปลว่าคุณเรียกค่าเสียหายไม่ได้ ผิดกระบวนการ คดีหมดอายุความ เราจึงไปยื่นฟ้องศาลไว้”







