
เงินเดือนต่ำกว่าหมื่นห้า หมดสิทธิกู้ซื้อบ้าน
8...ทีมข่าวการเงิน
เป็นที่ชัดเจนว่านับจากวันที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ประกาศขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ได้ทำให้ดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ปรับขึ้นเกือบทั้งหมด ทั้งเงินฝากและสินเชื่อ
การปรับดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อประชาชน สำหรับคนที่กู้เงินเพื่อซื้อบ้านอยู่อาศัยนั้นก็เริ่มจะได้รับผลกระทบมากขึ้นแล้ว เพราะธนาคารพาณิชย์เริ่มเข้มงวดปล่อยกู้บ้านสังเวยดอกเบี้ยขาขึ้น
นายฐากร ปิยะพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น ลูกค้ากลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ ลูกค้าใหม่ที่ต้องการกู้เงินซื้อบ้านราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มผู้มีรายได้ 11.5 หมื่นบาท จะกู้เงินซื้อบ้านยากขึ้น เพราะเป็นกลุ่มที่อ่อนไหวที่สุด หากเศรษฐกิจมีความเสี่ยง ลูกค้ากลุ่มนี้จะถูกกระทบก่อน
นอกจากนี้ คือ กลุ่มที่ไม่ใช่พนักงานประจำ มีรายได้ไม่แน่นอน หรือแม้จะมีรายได้แน่นอน แต่พิสูจน์ได้ยาก เพราะหลักฐานทางการเงินไม่ชัดเจน ธนาคารจึงมองว่าเสี่ยง ทั้งนี้อัตรา การปฏิเสธสินเชื่อเฉพาะธนาคารกรุงศรี อยุธยามาจาก 2 สาเหตุใหญ่ ได้แก่ ไม่ผ่านเครดิตบูโร ซึ่งพบมากถึง 12% ของจำนวนลูกค้าที่ถูกปฏิเสธทั้งหมด และมาจากประวัติการชำระหนี้อื่นๆ ที่ขาดส่งค่างวดเป็นระยะเวลานานติดต่อกัน
“
แต่ถ้าดอกเบี้ยขึ้น สะท้อนเศรษฐกิจดีขึ้น แล้วรายได้เพิ่มขึ้นด้วย โอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ก็สูงขึ้น” นายฐากร กล่าวนายฐากร กล่าวว่า สำหรับลูกค้าเก่าที่มีสินเชื่อบ้านอยู่แล้ว ไม่น่าเป็นห่วง เพราะธนาคารคำนวณค่างวดเผื่อดอกเบี้ยขึ้นไว้แล้ว 0.51% หรือบางธนาคารเผื่อไว้ถึง 1.5% แต่ถ้าดอกเบี้ยขึ้น 1% จะกระทบความสามารถผ่อนชำระ เช่น ปกติผ่อนค่างวด 1 หมื่นบาท อาจปรับค่างวดใหม่เพิ่มอีก 700800 บาท
อย่างไรก็ดี จากนี้ถึงสิ้นปีคาดว่าดอกเบี้ยนโยบายจะปรับขึ้นอีก 2 ครั้ง หรืออีก 0.5% ซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ปรับขึ้นอีกราวๆ 0.250.3% และเมื่อรวมกับการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายก่อนหน้านี้ 0.25% ที่ทำให้ดอกเบี้ยธนาคารปรับขึ้นไปแล้ว 0.120.13% ทำให้ทั้งปีนี้ดอกเบี้ยนโยบายปรับขึ้นรวมกัน 0.75% ไปอยู่ที่ 2% และดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคารปรับขึ้น 0.30.4% หรืออย่างมากราวๆ 0.40.45% เท่านั้น ซึ่งจะไม่กระทบกับค่างวดในการผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน
นายประสิทธิ์ อำภรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ธนาคารปรับเกณฑ์พิจารณาสินเชื่อให้เข้มขึ้นตามดอกเบี้ยขาขึ้น แต่ปรับเพียงเล็กน้อย ไม่มาก โดยเป็นห่วงพนักงานบริษัทเอกชนมากกว่า ถ้าผลประกอบการบริษัทไม่ดี โอกาสได้เงินเดือนขึ้นหรือโบนัสก็ต่ำไปด้วย ไม่เหมือนข้าราชการที่ความเสี่ยงต่ำ และเงินเดือนมีโอกาสปรับขึ้น
“
สำคัญคือซื้อเพื่ออยู่จริงหรือเก็งกำไร ถ้าเก็งกำไรก็เหนื่อย แต่ถ้าเพื่ออยู่จริงส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา ธนาคารจะดูรายได้สุทธิที่หักภาระต่างๆ แล้ว ถ้ารายได้สุทธิเหลือสัก 1 หมื่นบาท ก็ยังกู้เงินซื้อบ้านราคา 1 ล้านบาทได้อยู่” นายประสิทธิ์ กล่าวนายอิสระ บุญยัง นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบน้อยมากจากดอกเบี้ยขาขึ้น เห็นได้จากสินเชื่อโครงการที่น้อยลงอย่างมีนัย ขณะที่ ปริมาณออกหุ้นกู้เพิ่มขึ้น จึงมองว่าลูกค้าไม่น่าจะกระทบ อีกทั้งถ้าผู้ประกอบการจะลดต้นทุนลง คงปรับลดขนาดอสังหาริมทรัพย์ลงมากกว่า
การให้ความเห็นของผู้ประกอบการและนายธนาคาร ได้เริ่มสร้างความหนักใจให้กับผู้ที่ต้องการซื้อบ้าน ฉะนั้นสำหรับผู้มีรายได้น้อยเหล่านี้ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารออมสิน เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะเป็นธนาคารของรัฐที่ต้องปฏิบัติตามนโยบายรัฐ ซึ่งมีหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนคนเดินดินที่ไม่มีเครดิตพอจะไปกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์นั่นเอง







