
กลยุทธ์การลงทุนช่วง SET ใกล้ 900 จุด
...สุกิ อุดมศิริกุล
สวัสดีครับทุกท่าน บทความในสัปดาห์นี้ผมมี 2 ประเด็นที่จะทำการวิเคราะห์ ได้แก่ 1) กลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่ SET Index ใกล้ 900 จุด และ 2) ทำไมเงินทุนต่างชาติไหลเข้าไม่มากเหมือนอดีต
ประเด็นที่ 1 : กลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่ SET Index ใกล้ 900 จุด
ก่อนอื่นคงต้องยอมรับครับว่า ตลาดหุ้นไทยแข็งแกร่งมาก โดยไม่ว่าจะมีปัจจัยลบจากภายในและภายนอก แต่ดัชนีก็สามารถปรับตัวขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2553 ดัชนีปรับตัวขึ้นมาแล้วเกือบ 20% ซึ่งหากเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเดียวกันถือว่าเป็นรองเพียงตลาดหุ้นอินโดนีเซียเท่านั้น
การปรับตัวขึ้นของ SET Index ส่งผลให้ค่า PER โดยอ้างอิงจากกำไรสุทธิย้อนหลัง 4 ไตรมาสอยู่ที่ 13.7 เท่า ซึ่งถือว่าสูงกว่าค่า PER เฉลี่ยของตลาดที่ 12 เท่า แต่หากอ้างอิงจากประมาณการ EPS ในปี 25532554 พบว่าค่า PER อยู่ที่ 12.6 เท่า และ 10.8 เท่า ตามลำดับ ซึ่งหมายความว่า SET Index ในปัจจุบันถือว่าไม่ถูกแล้วหากเทียบกับผลการดำเนินงานปี 2553 เนื่องจากค่า PER เกินค่าเฉลี่ย 12 เท่าแล้ว แต่หากประเมินไปถึงปี 2554 ยังคงถือว่าไม่แพง เนื่องจากค่า PER ยังคงมีค่าเพียง 10.8 เท่า นอกจากนี้หากเทียบกับค่า PER ของตลาดหุ้นอินโดนีเซีย พบว่าค่า PER สำหรับกำไรในปี 25532554 อยู่ที่ 15.2 เท่า และ 12.6 เท่า ตามลำดับ ในขณะที่อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิใกล้เคียงกับตลาดหุ้นไทย
ผมจึงสรุปว่า ตลาดหุ้นไทยยังคงไม่แพงหากประเมินจากกำไรสุทธิในปี 2554 และไม่แพงเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นอินโดนีเซีย แต่ในระยะสั้นนักลงทุนอาจจะรู้สึกไม่มั่นใจ โดยเฉพาะหาก SET Index เข้าใกล้ 900 จุด ซึ่งถือว่าเป็นระดับแนวต้านทางจิตวิทยา
ดังนั้น ผมจึงขอเสนอกลยุทธ์การลงทุนในภาวะแบบนี้ ซึ่งเหมาะสมสำหรับการลงทุนเฉพาะในช่วงครึ่งหลังปี 2553 เท่านั้น ส่วนนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงกับความผันผวนของเศรษฐกิจและการเมืองในปี 2554 ได้ก็ยังคงแนะนำให้ถือหุ้นต่อไป เนื่องจากแนวโน้ม SET Index มีโอกาสเพิ่มขึ้นได้ถึง 940 จุด
ผมมีกลยุทธ์ 2 แบบให้เลือก คือ
1.การปรับพอร์ต โดยขายหุ้นที่มีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นจนมีอัตราผลตอบแทนที่เหลือจำกัด (Fair or Overvalued) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดเล็ก โดยเปลี่ยนมาลงทุนในซื้อหุ้นที่มีราคาถูกกว่าในเชิงพื้นฐาน (Undervalued) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดใหญ่ ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่ตลาดจะปรับฐาน อย่างไรก็ตามกลยุทธ์นี้คงไม่สามารถขจัดความเสี่ยงของตลาดทั้งหมด เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงขาลงได้มากขึ้น โดยหุ้นเด่น ได้แก่ KBANK, KTB, MINT และ QH
2.การซื้อหุ้นประเภท Turnaround เพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวนของตลาด เนื่องจากหุ้นประเภทนี้มีการฟื้นตัวของกำไรสุทธิในปี 2554 ที่โดดเด่นมากพอที่ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นได้ถึงแม้ภาวะตลาดไม่ดีก็ตาม โดยหุ้นเด่น ได้แก่ BCP, CPN, CK, TVO, TTA และ TSTH
ลองเลือกกันดูน่ะครับว่า ถนัดหรือชอบการลงทุนไปแบบไหนมากกว่ากัน ระหว่างหุ้น Undervalued และหุ้น Turnaround
ประเด็นที่ 2 : ทำไมเงินทุนต่างชาติไหลเข้าไม่มากเหมือนอดีต
ใน 2 สัปดาห์ก่อนหน้า ผมได้เคยตั้งข้อสังเกตไว้ในบทความหัวข้อ
“Unusual Uncertain” ว่าธนาคารกลางสหรัฐมีโอกาสที่จะคงอัตราดอกเบี้ย หรือเพิ่มปริมาณเงินในระบบหากเศรษฐกิจสหรัฐมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะถดถอยรอบ 2 ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวจะส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่า และปริมาณเงินในระบบเพิ่มขึ้นหรือคงที่ในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ ในสัปดาห์นี้ธนาคารกลางสหรัฐจะมีการประชุม ซึ่งประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นที่ตลาดกำลังให้ความสำคัญมากครับส่วนประเด็นที่ผมจะกล่าวถึงในสัปดาห์นี้ คือ การหาคำตอบว่าทำไมนักลงทุนต่างชาติในรอบนี้ถึงลงทุนในตลาดพันธบัตรมากกว่าตลาดหุ้น และเมื่อไหร่ที่เงินทุนจะไหลเข้าตลาดหุ้นมากขึ้น
สำหรับคำตอบแรก คือ เนื่องจากความเสี่ยงของพันธบัตรต่ำกว่าตลาดหุ้น ดังนั้นแนวโน้มเศรษฐกิจที่ยังคงไม่ชัดเจนจึงส่งผลให้การลงทุนในตลาดหุ้นยังคงไม่มากนัก และอีกเหตุผลที่สำคัญมากไม่แพ้กัน คือ ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรไทยปรับตัวสูงขึ้นกว่าพันธบัตรสหรัฐมากที่สุดในรอบเกือบ 2 ปี ทั้งนี้เนื่องจากการคงอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐและความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตร นอกจากนี้ในช่วงที่ผ่านมาราคาพันธบัตรไทยและในเอเชียยังถูกกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับวิกฤตหนี้ยุโรป ซึ่งสะท้อนไปที่ค่าประกันความเสี่ยง (CDS) ของตราสารหนี้ไทยให้เพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณ 0.301.0% ในช่วงไตรมาส 2/2553
คำตอบที่สอง คือ เมื่อไหร่เงินทุนต่างชาติจะไหลเข้าตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นนั้น ผมคิดว่าเงือนไขสำคัญ คือ อัตราผลตอบแทนของพันธบัตร โดยหากนักลงทุนต่างชาติยังคงมีการซื้อพันธบัตรมากๆ ราคาพันธบัตรจะขึ้น ซึ่งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะลดลงในที่สุด และโดยทฤษฎีการลงทุนหากอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรลดลงกว่าอัตราผลตอบแทนของตลาดหุ้น (Earnings Yield Gap) มากๆ นักลงทุนก็จะมีการปรับพอร์ตโดยขายพันธบัตรและนำเงินมาซื้อหุ้นแทน สำหรับปัจจุบันส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 5 ปี และตลาดหุ้นอยู่ที่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 4.8% ซึ่งหมายความว่าทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรยังคงน่าสนใจพอๆ กัน ดังนั้นหากราคาพันธบัตรยังคงปรับตัวขึ้นเร็วและมากกว่าตลาดหุ้น ก็จะมีโอกาสที่จะเกิดเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นมากขึ้น ซึ่งผมจะมานำเสนออีกครั้งหากเกิดสัญญาณดังกล่าว
ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมเองน่ะครับ







