posttoday
การีน่าฯปั้น3ธุรกิจเสริมทัพ ลุยตลาดออนไลน์มาแรง

การีน่าฯปั้น3ธุรกิจเสริมทัพ ลุยตลาดออนไลน์มาแรง

02 มิถุนายน 2559

โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

การีน่า ออนไลน์ (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแพลตฟอร์มด้านดิจิทัลคอนเทนต์ ซึ่งเกิดที่สิงคโปร์แต่มาสร้างรายได้หลักในประเทศไทยในอันดับต้นๆ และด้วยศักยภาพทางการใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ที่กำลังเติบโตอย่างมาก ทำให้การีน่าเดินหน้าขยายธุรกิจให้แข็งแรงมากขึ้น

มณีรัตน์ อนุโลมสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การีน่า ออนไลน์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ตลาดดิจิทัลคอนเทนต์กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก จากเดิมที่บริษัทให้บริการเฉพาะด้านเกมพีซีและมือถือได้ปรับตัวมาให้บริการในเรื่องของแพลตฟอร์มที่เกี่ยวกับออนไลน์ด้าน 1.โปรแกรมสื่อสาร  2.เพย์เมนต์ และ 3.อี-คอมเมิร์ซ

“แม้ในกลุ่มธุรกิจด้านเกมจะเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้มากที่สุด แต่กลุ่มเพย์เมนต์และอี-คอมเมิร์ซ ก็สร้างรายได้ให้บริษัทได้ดีไม่แพ้กัน ซึ่งการีน่าถือว่าเป็นสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นที่มีเม็ดเงินลงทุนกว่าพันล้านเหรียญสหรัฐ”

นอกจากนี้ ธุรกิจเพย์เมนต์ผ่านแอพพลิเคชั่นที่ชื่อว่า แอร์เพย์ (Airpay) ได้รับความนิยมตามการใช้จ่ายผ่านมือถือที่มีการเติบโตมากขึ้น ด้วยบริการที่ไม่ปิดกั้นว่าจะต้องเป็นบริการในเครือ บริษัทเปิดกว้างในการเติมเงินมือถือและเกมทุกประเภท จ่ายบิลและบริจาคเงิน โดยทรานแซคชั่นส่วนใหญ่จะมาจากแพลตฟอร์มเคาน์เตอร์ที่มีให้บริการกว่า 2 หมื่นจุดทั่วประเทศไทย

“ปัจจุบันมียอดการใช้จ่ายผ่านช่องทางแอร์เพย์วันละ 2 แสนรายการ/วัน แบ่งเป็นเติมเงินเกม 30% เติมเงินมือถือ 30-40% และที่เหลือเป็นการชำระค่าบริการต่างๆ ทั้งบิลค่าใช้จ่าย จองตั๋วภาพยนตร์ และชำระค่าสินค้าออนไลน์ โดยวางแผนที่จะขยายไปในกลุ่มท่องเที่ยว เช่น ตั๋วเครื่องบิน รถทัวร์ และซื้อบัตรสวนน้ำ ซึ่งบริการของเราไม่ได้มองว่าใครเป็นคู่แข่งและร่วมมือกับผู้ให้บริการทุกกลุ่ม จึงเชื่อว่าจะสามารถรักษาฐานลูกค้าที่มีอยู่ได้”

นอกจากนี้ ภาพรวมตลาดอี-คอมเมิร์ซของไทยที่มีมูลค่ากว่า 4.2 หมื่นล้านบาทนั้น คิดเป็น 1% ของมูลค่าค้าปลีกทั้งหมดในประเทศ ทำให้ยังมองเห็นว่ามีโอกาสอีกมากที่จะเข้าไปทำตลาด เมื่อเทียบกับประเทศจีนที่ใช้เวลาทำตลาดอี-คอมเมิร์ซมานานถึง 10 ปี ยังมีส่วนแบ่งในตลาดนี้เพียง 10% หากไทยสามารถทำได้ 7-8% ภายในช่วงการสนับสนุนของรัฐบาลชุดนี้ จะยิ่งเพิ่มมูลค่าเข้าประเทศอย่างมหาศาลในเวลาอันรวดเร็ว

“การเปิดแอพพลิเคชั่นช็อปปี้ (Shopee) เพราะมองเห็นศักยภาพในตลาดที่ไม่เคยมีใครโฟกัสมาก่อน ซึ่งบริษัทมองเรื่องสินค้าและบริการที่เหมาะกับลูกค้ากลุ่มซีทูซี คือเป็นการซื้อและขายระหว่างลูกค้าด้วยกันเอง จุดเด่นของช็อปปี้ คือเมื่อกดสั่งซื้อกระบวนการชำระเงินและขั้นตอนทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายใน 30 วินาที ถือเป็นจุดขายที่เน้นเรื่องความสะดวกรวดเร็วเป็นหลัก มียอดดาวน์โหลดแล้วกว่า 2 ล้านดาวน์โหลด ร้านค้าในระบบกว่า 3 หมื่นร้านค้า และสินค้ากว่า 2 ล้านรายการ”

ทั้งนี้ เป้าหมายของบริษัทภายในปีนี้ที่บริษัทตั้งใจทำ คือ การขยายจุดให้บริการแอร์เพย์เพิ่มอีก 4 หมื่นจุดจากที่มีอยู่ 2 หมื่นจุด รวมเป็น 6 หมื่นจุด และตั้งเป้ารายได้โต 20% ส่วนของดิจิทัลคอนเทนต์ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 20% และกลุ่มอี-คอมเมิร์ซตั้งเป้าผู้ซื้อและผู้ขายไว้ที่ 30%

“การลงทุนส่วนใหญ่จะเน้นไปที่บริการแอร์เพย์และช็อปปี้ เพราะยังใหม่มากในไทย ซึ่งจะขยายทั้งทีมงานและกลยุทธ์ทางการตลาด ส่วนในเรื่องดิจิทัลคอนเทนต์ค่อนข้างอยู่ตัวแล้วในเรื่องการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายตลอดทั้งปี”

การแข่งขันของตลาดดิจิทัลสูงมาก บริษัทเชื่อมั่นว่าหากสานต่อธุรกิจด้วยสินค้าที่เชื่อมโยงกับกลุ่มธุรกิจหลัก จะช่วยสร้างรายได้ให้บริษัทแข็งแรงขึ้นแน่

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน