
DELTA
.....จิตรา อมรธรรม
หลังจากที่ได้แนะนำ GLOBAL ไปในสัปดาห์ที่แล้ว และราคาหุ้นปรับขึ้นมาถึง 29% ภายในสัปดาห์เดียว จนราคาสูงกว่าเป้าหมายของนักวิเคราะห์ FSS ที่ประเมินไว้ 8.50 บาท ซึ่งเป็นราคาเป้าหมายในปีหน้าด้วยซ้ำ จึงเชื่อว่า Upside ของหุ้นตัวนี้เริ่มจำกัดเพราะ
“แพงแล้ว”สำหรับวันนี้ดิฉันขอแนะนำหุ้นในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ท่านใดที่ติดตามบทวิเคราะห์ของ FSS จะทราบว่าเราแนะนำ KCE มาตั้งแต่ 3.96 บาท จนปัจจุบันก็ยังแนะนำและประเมินราคาเป้าหมายที่ 15 บาทในปีหน้า แต่วันนี้ดิฉันขอหยิบยก DELTA มาเล่าสู่กันฟังเพราะเห็นจุดเปลี่ยนที่ดีขึ้นของบริษัท และเชื่อว่าทิศทางที่บริษัทกำลังจะเดินต่อไปจะสามารถสร้างรายได้และกำไรให้เติบโตกว่าที่เป็นอยู่อีกมาก
สิ่งหนึ่งที่ดิฉันชื่นชม DELTA คือความมุ่งมั่นในการพัฒนาสินค้าที่ตัวเองถนัดและมีความชำนาญโดยไม่แตกไลน์ไปทำอย่างอื่น ผลที่ได้คือความรู้และเทคโนโลยีที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ สินค้าหลักของ DELTA เกี่ยวข้องกับ Power Supply (อุปกรณ์จ่ายไฟโดยทำหน้าที่แปลงกระแสไฟฟ้าจากกระแสสลับให้เป็นกระแสตรง เพื่อจ่ายไฟฟ้าให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน รวมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ) บริษัทเริ่มต้นเมื่อ 22 ปีที่ผ่านมา จากการผลิต Power Supply ที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ โดยได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากบริษัทแม่ที่ไต้หวัน ต่อมาเมื่อตลาดคอมพิวเตอร์เริ่มอิ่มตัว การแข่งขันรุนแรง มีการตัดราคาสูง DELTA จึงเริ่มหันเข้าสู่ตลาดโทรคมนาคม (โดยยังเน้นสินค้าประเภทเดิม) ที่กำลังเติบโตโดยการซื้อกิจการ Ascom Energy System (เปลี่ยนชื่อเป็น DES) ปี 2546 นั่นคือการปรับตัวครั้งใหญ่ครั้งแรก แม้จะใช้เวลานานกว่าที่ DES จะดีขึ้น แต่วันนี้ถือว่าได้พิสูจน์แล้วว่ามาถูกทาง ตลาดโทรคมนาคมเป็นตลาดใหญ่ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ตลาดจึงไม่เคยอิ่มตัว
วันนี้ DELTA กำลังจะขยายตลาดออกไปอีก โดยยังคงผลิตสินค้าที่ตัวเองถนัด พัดลมระบายความร้อน (DC Fan) ที่เมื่อก่อนอยู่แต่ในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊ก มีราคาชิ้นละไม่ถึง 1 เหรียญสหรัฐ ปัจจุบันพัฒนาจนเข้าไปเป็นชิ้นส่วนประกอบในรถยนต์ที่บางชิ้นมีราคาชิ้นละกว่า 100 เหรียญสหรัฐ ปัจจุบันบริษัทรถยนต์ชั้นนำทั้งสัญชาติอเมริกัน ยุโรป และเอเชีย ล้วนเป็นลูกค้าของ DELTA พัดลมระบายความร้อนที่แต่ก่อนเป็นเพียงรายได้เสริม แต่วันนี้ไม่ใช่ บริษัทตั้งเป้ายอดขาย 200
–300 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ใน 3 ปีข้างหน้า อีกทั้งร่วมมือกับผู้ผลิตรถยนต์พัฒนาสินค้าประเภทอื่นตั้งแต่เครื่องประจุไฟฟ้า (AC Charger) อุปกรณ์ DC Converter และสถานีประจุไฟฟ้า (Station Charger) เพิ่มความครบวงจรให้แก่ลูกค้าอีกตลาดหนึ่งที่น่าสนใจคือ Solar Inverter คือผลิตภัณฑ์แปลงพลังงานสำหรับระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ที่เป็นที่นิยมมากในยุโรป บริษัทมีส่วนแบ่งตลาดในยุโรปเพียง 1% จากมูลค่าตลาดรวม 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยผู้ผลิตอันดับ 1 มีส่วนแบ่งตลาด 50% หรือ US$1,000 ล้านเหรียญ ซึ่งหมายความว่ายังมีตลาดเหลืออีก 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้ DELTA เข้าไปรุกตลาดเพิ่มได้ การซื้อทีมขายที่เก่งๆ ของผู้ผลิตรายใหญ่เป็นวิธีลัดอันหนึ่งที่ทำให้ถึงเป้าหมายเร็วขึ้น FSS คาดว่า DELTA จะเพิ่มยอดขายได้จาก 70 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2552 เป็น 200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ส่วนแบ่งตลาด 10%) ใน 3 ปีได้ไม่ยาก
จากการขยายฐานตลาดผู้ใช้สินค้า เท่ากับว่าวันนี้ DELTA มีลูกค้าหลักคือธุรกิจคอมพิวเตอร์ โทรคมนาคม และยานยนต์ ในอนาคตอาจรุกไปสู่ตลาดเครื่องมือทางการแพทย์ พลังงานทางเลือก และสินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ ผลของพัฒนาการของบริษัทคือกำไรที่ไม่รวมรายการพิเศษในงวดครึ่งปีแรกปีนี้ที่เติบโตก้าวกระโดดถึง 122% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้เติบโตเพียง 30% นั่นเป็นเพราะอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 22% เมื่อ 3 ปีก่อน เป็น 26% ในปี 2552 และเป็น 28% ในงวดครึ่งแรกของปีนี้ เมื่อประกอบกับการควบคุมค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นๆ ทำให้อัตรากำไรสุทธิต่อยอดขาย (Net Margin) ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจาก 89% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (5 ปีก่อนหน้านั้นอยู่ที่ 56%) เป็น 11.5%
ส่วนโครงสร้างทางการเงินก็แข็งแกร่ง บริษัทมีหนี้ต่ำมาตลอด (D/E 0.5
–0.6 เท่า) ยกเว้นช่วงที่มีการซื้อกิจการ DES ที่ต้องอาศัยเงินกู้ แต่ก็เป็นระยะเวลาเพียง 2 ปีที่มี D/E 1.1 เท่า แต่หากดูหนี้สินสุทธิต่อทุน บริษัทเริ่มมีฐานะ Net Cash คือมีเงินสดมากกว่าหนี้สิน ด้วยเงินสดในมือกว่า 1 หมื่นล้านบาท หรือ 8.46 บาท/หุ้น DELTA จึงเป็นบริษัทที่จ่ายเงินปันผลที่สูงในอัตรา 6070% ของกำไร จ่ายปีละ 1 ครั้ง สำหรับปี 2553 คาดว่าจะจ่าย 1.85 บาท/หุ้น ผลตอบแทน 6.5% ต่อปีกำไรในไตรมาส 3 จะเติบโตต่อเนื่องและเป็นจุดสูงสุดของปีนี้ รวมแล้วทั้งปีคาดว่ากำไรจะเติบโต 61% เป็น 3,500 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 7 ปี และคาดว่าจะโตต่อเนื่องอีก 6% ในปีหน้า เพราะฐานกำไรที่ใหญ่ขึ้น นักวิเคราะห์ของ FSS ประเมินราคาที่เหมาะสมไว้ 36 บาทสำหรับปี 2554 ความเสี่ยงของธุรกิจนี้คือการขาดแคลนแรงงานที่มีฝีมือ บริษัทแก้ปัญหาโดยการออก Warrant ESOP ให้พนักงานเป็นระยะ แต่ผู้ถือหุ้นเดิมไม่ต้องกังวลเรื่อง Dilution เพราะมีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับการเติบโตของกำไรของบริษัท มื่อเจอบริษัทพื้นฐานดี โครงสร้างการเงินแข็งแรง ปันผลสูง จึงเล่าสู่กันฟังค่ะ







