posttoday
ลงทุนสไตล์ 'นิเวศน์ เหมวชิรวรากร'

ลงทุนสไตล์ 'นิเวศน์ เหมวชิรวรากร'

27 พฤษภาคม 2559

โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง

โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง

“นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” นักลงทุนเน้นคุณค่า(วีไอ) หรือวอร์เรน บัฟเฟตต์ เมืองไทย ได้เป็นวิทยากรให้ทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กับ Jitta Thailand ในงาน Investing Transformation โดยสิ่งที่เจ้าพ่อวีไอได้มาเล่าสู่กันฟัง คือ สะท้อนให้เห็นว่าภาพอดีต ปัจจุบัน มีส่วนสัมพันธ์และสามารถมองเห็นอนาคตได้

ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เติบโตปีละ 7-10% ตลาดหุ้นยังไม่รุ่งเรือง ปี 2533 เริ่มเปิดประเทศเม็ดเงินต่างชาติเข้ามา จนก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งไม่กี่ปี ดัชนีหุ้นโต 3 เท่าภายใน 3 ปี จาก 600 เป็น 1,700 จุด เห็นได้ว่าตัวเลขจีดีพี ดัชนีหุ้น และกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จะเชื่อมโยงหรือโตในระดับเดียวกันอยู่ และพอปี 2540 เกิดวิกฤต หุ้นปรับลงแรงถึง 90% หรือลงมาที่ 200 จุด

ปี 2543 จีดีพี ดัชนีหุ้น และอัตรากำไร บจ.เริ่มไม่สัมพันธ์กัน กำไร บจ.โต 6.7% หุ้นไทยสูงถึง 13% แสดงให้เห็นว่าเกินราคาพื้นฐานที่ควรจะเป็นพี/อีก็ปรับเพิ่มขึ้นมาถึง 20 เท่า เดิม 10 เท่า และคนมีเงินเริ่มลงทุนในตลาดหุ้นเยอะ จนเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ปี 2551 หุ้นก็ปรับลด 90%

กลยุทธ์การลงทุนของวีไอช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คือ การซื้อหุ้นที่ถูก สัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ต่ำ สัดส่วนราคาต่อมูลค่าหุ้นทางบัญชี (พี/บีวี) ถูก และจ่ายปันผลสูง รวมทั้งมีการลงทุนแบบหุ้นที่ผลประกอบการออกมาดีมาก มีการเติบโตเร็วและมีความยั่งยืนเป็นผู้นำของอุตสาหกรรม

ที่ผ่านมา เขาซื้อหุ้น 10-20 ตัว จะมี 5-6 ตัว คิดเป็น 70% ของพอร์ตการลงทุนทั้งหมด ส่วนใหญ่ซื้อหลังวิกฤต หุ้นที่มีการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้ม หรือเทรนด์ เช่น โรงพยาบาล ค้าปลีก โรงแรม เพราะมีกำไรที่เติบโตสูงและถือนาน โดยถือหุ้นเกือบ 100% มีเงินสดเพียง 0.5-1% เท่านั้น และไม่มีใช้มาร์จิ้นมาเพื่อซื้อหุ้น ทำให้ 19 ปีของชีวิตการลงทุน เขามีอัตราผลตอบแทนแบบทบต้นเฉลี่ยปีละ 34% เทียบให้เห็นภาพคือ เงิน 1 ล้านบาท สามารถสร้างผลตอบแทนได้ถึง 256 ล้านบาท เทียบกับดัชนีหุ้นให้ได้ผลตอบแทนเพียง 1.9 ล้านบาท ระหว่างทางพอร์ตหุ้นมีการเติบโตแพ้ดัชนีหุ้นไทยเพียง 3 ปีเท่านั้น

หลายตัวถือมากกว่า 10 ปี และได้ขายออกไปเพราะให้ผลตอบแทนแล้ว 10 เท่า และจากปัจจุบันหุ้นไทยอยู่ที่ดอยที่ 2 ดอยแรกคือก่อนปี 2540 ที่ดัชนี 1,700 จุด การเติบโตกำไร บจ.ก็ทรงตัว เลยเลือกกำเงินสด 40% ของพอร์ต เพื่อรอจังหวะเข้าสะสมใหม่

“นิเวศน์” ให้หลักการของวีไอมี 2 วิธี คือ ซื้อหุ้นถูกคือพี/อี 10 เท่า ราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชีต่ำกว่า 1 เท่า ปันผลสูง 3% เลือกมา 50 ตัว ถือผ่านมา 15 ปี ผลตอบแทน 36.69% ต่อปี เงิน 1 ล้านบาท เพิ่มเป็น 108 ล้านบาท เทียบกับดัชนีหุ้นไทย 15 ปี ให้ผลตอบแทน 2% หรือเงินเพิ่มขึ้นมา 1.4 ล้านบาท

อย่างที่สองคือ ซื้อหุ้นดีและถูก เรียกว่าMagic Formula เลือกมา 30 ตัว ที่พี/อีต่ำสุด ก็ให้คะแนน 1 ต่ำรองมาก็ 2 เรียงไปจนครบทุกตัวในตลาด และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) สูงสุดก็ให้ไป 1 สูงรองมาก็ 2 ไปเรื่อยจนครบทั้งตลาด และเอาแต้ม 2 อันมาบวกกัน ตัวไหนคะแนนน้อยสุด 30 ตัวแรกก็ไปซื้อ เลือกแล้วซื้อต้นปีและขายออกไปทุกสิ้นปี ผลตอบแทนที่ได้ถึง 66% ต่อปี หรือเงิน 1 ล้านบาท ถือครอบไป 15 ปี จะมีเงิน 2,035 ล้านบาท

“นิเวศน์” มองว่า ตอนนี้ถือว่ายุคทองของวีไอในไทยได้สิ้นสุดลงแล้ว เพราะดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ หมดยุคที่แรงงานขาดแคลน ความสามารถในการผลิตของไทยไม่เหมือนก่อน เศรษฐกิจก็เติบโตช้า เม็ดเงินต่างชาติก็ไม่เข้า พี/อีหุ้นไทยก็สูงถึง 20 เท่า ส่วนตัวจึงหันไปลงทุนที่ตลาดหุ้นเวียดนามเป็นเวลา 2 ปี เพราะปัจจุบันหลายๆ ด้านของเวียดนามเหมือนไทยในตอนนี้ตั้งแต่คนยังไม่เล่นหุ้นมาก ผ่านวิกฤตจากค่าเงินที่ต่ำมากจนตอนนี้เริ่มนิ่ง โดยใช้หลักการลงทุน 2 อย่าง โดยที่ไม่ได้มีความรู้จักหุ้นทุกตัวมาก และใช้หลักการ Magic Formula ทำให้ 2 ปีได้ผลตอบแทนประมาณ 30%

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ