
ลงทุนสไตล์ 'นิเวศน์ เหมวชิรวรากร'
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
“นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” นักลงทุนเน้นคุณค่า(วีไอ) หรือวอร์เรน บัฟเฟตต์ เมืองไทย ได้เป็นวิทยากรให้ทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กับ Jitta Thailand ในงาน Investing Transformation โดยสิ่งที่เจ้าพ่อวีไอได้มาเล่าสู่กันฟัง คือ สะท้อนให้เห็นว่าภาพอดีต ปัจจุบัน มีส่วนสัมพันธ์และสามารถมองเห็นอนาคตได้
ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เติบโตปีละ 7-10% ตลาดหุ้นยังไม่รุ่งเรือง ปี 2533 เริ่มเปิดประเทศเม็ดเงินต่างชาติเข้ามา จนก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งไม่กี่ปี ดัชนีหุ้นโต 3 เท่าภายใน 3 ปี จาก 600 เป็น 1,700 จุด เห็นได้ว่าตัวเลขจีดีพี ดัชนีหุ้น และกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จะเชื่อมโยงหรือโตในระดับเดียวกันอยู่ และพอปี 2540 เกิดวิกฤต หุ้นปรับลงแรงถึง 90% หรือลงมาที่ 200 จุด
ปี 2543 จีดีพี ดัชนีหุ้น และอัตรากำไร บจ.เริ่มไม่สัมพันธ์กัน กำไร บจ.โต 6.7% หุ้นไทยสูงถึง 13% แสดงให้เห็นว่าเกินราคาพื้นฐานที่ควรจะเป็นพี/อีก็ปรับเพิ่มขึ้นมาถึง 20 เท่า เดิม 10 เท่า และคนมีเงินเริ่มลงทุนในตลาดหุ้นเยอะ จนเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ปี 2551 หุ้นก็ปรับลด 90%
กลยุทธ์การลงทุนของวีไอช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คือ การซื้อหุ้นที่ถูก สัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ต่ำ สัดส่วนราคาต่อมูลค่าหุ้นทางบัญชี (พี/บีวี) ถูก และจ่ายปันผลสูง รวมทั้งมีการลงทุนแบบหุ้นที่ผลประกอบการออกมาดีมาก มีการเติบโตเร็วและมีความยั่งยืนเป็นผู้นำของอุตสาหกรรม
ที่ผ่านมา เขาซื้อหุ้น 10-20 ตัว จะมี 5-6 ตัว คิดเป็น 70% ของพอร์ตการลงทุนทั้งหมด ส่วนใหญ่ซื้อหลังวิกฤต หุ้นที่มีการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้ม หรือเทรนด์ เช่น โรงพยาบาล ค้าปลีก โรงแรม เพราะมีกำไรที่เติบโตสูงและถือนาน โดยถือหุ้นเกือบ 100% มีเงินสดเพียง 0.5-1% เท่านั้น และไม่มีใช้มาร์จิ้นมาเพื่อซื้อหุ้น ทำให้ 19 ปีของชีวิตการลงทุน เขามีอัตราผลตอบแทนแบบทบต้นเฉลี่ยปีละ 34% เทียบให้เห็นภาพคือ เงิน 1 ล้านบาท สามารถสร้างผลตอบแทนได้ถึง 256 ล้านบาท เทียบกับดัชนีหุ้นให้ได้ผลตอบแทนเพียง 1.9 ล้านบาท ระหว่างทางพอร์ตหุ้นมีการเติบโตแพ้ดัชนีหุ้นไทยเพียง 3 ปีเท่านั้น
หลายตัวถือมากกว่า 10 ปี และได้ขายออกไปเพราะให้ผลตอบแทนแล้ว 10 เท่า และจากปัจจุบันหุ้นไทยอยู่ที่ดอยที่ 2 ดอยแรกคือก่อนปี 2540 ที่ดัชนี 1,700 จุด การเติบโตกำไร บจ.ก็ทรงตัว เลยเลือกกำเงินสด 40% ของพอร์ต เพื่อรอจังหวะเข้าสะสมใหม่
“นิเวศน์” ให้หลักการของวีไอมี 2 วิธี คือ ซื้อหุ้นถูกคือพี/อี 10 เท่า ราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชีต่ำกว่า 1 เท่า ปันผลสูง 3% เลือกมา 50 ตัว ถือผ่านมา 15 ปี ผลตอบแทน 36.69% ต่อปี เงิน 1 ล้านบาท เพิ่มเป็น 108 ล้านบาท เทียบกับดัชนีหุ้นไทย 15 ปี ให้ผลตอบแทน 2% หรือเงินเพิ่มขึ้นมา 1.4 ล้านบาท
อย่างที่สองคือ ซื้อหุ้นดีและถูก เรียกว่าMagic Formula เลือกมา 30 ตัว ที่พี/อีต่ำสุด ก็ให้คะแนน 1 ต่ำรองมาก็ 2 เรียงไปจนครบทุกตัวในตลาด และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) สูงสุดก็ให้ไป 1 สูงรองมาก็ 2 ไปเรื่อยจนครบทั้งตลาด และเอาแต้ม 2 อันมาบวกกัน ตัวไหนคะแนนน้อยสุด 30 ตัวแรกก็ไปซื้อ เลือกแล้วซื้อต้นปีและขายออกไปทุกสิ้นปี ผลตอบแทนที่ได้ถึง 66% ต่อปี หรือเงิน 1 ล้านบาท ถือครอบไป 15 ปี จะมีเงิน 2,035 ล้านบาท
“นิเวศน์” มองว่า ตอนนี้ถือว่ายุคทองของวีไอในไทยได้สิ้นสุดลงแล้ว เพราะดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ หมดยุคที่แรงงานขาดแคลน ความสามารถในการผลิตของไทยไม่เหมือนก่อน เศรษฐกิจก็เติบโตช้า เม็ดเงินต่างชาติก็ไม่เข้า พี/อีหุ้นไทยก็สูงถึง 20 เท่า ส่วนตัวจึงหันไปลงทุนที่ตลาดหุ้นเวียดนามเป็นเวลา 2 ปี เพราะปัจจุบันหลายๆ ด้านของเวียดนามเหมือนไทยในตอนนี้ตั้งแต่คนยังไม่เล่นหุ้นมาก ผ่านวิกฤตจากค่าเงินที่ต่ำมากจนตอนนี้เริ่มนิ่ง โดยใช้หลักการลงทุน 2 อย่าง โดยที่ไม่ได้มีความรู้จักหุ้นทุกตัวมาก และใช้หลักการ Magic Formula ทำให้ 2 ปีได้ผลตอบแทนประมาณ 30%







