posttoday
สุระชัย : ‘เงินสดไม่ต้อง ใช้แต่อี-ทิคเก็ตลดค่าใช้จ่าย1พันล้าน’

สุระชัย : ‘เงินสดไม่ต้อง ใช้แต่อี-ทิคเก็ตลดค่าใช้จ่าย1พันล้าน’

23 พฤษภาคม 2559

พลันที่ สุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล เข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ได้ไม่ถึง 3 เดือน สุระชัยเริ่มภารกิจแรกด้วยการประมูลจัดหารถเมล์เอ็นวีจี 489 คัน พ่วงค่าซ่อมบำรุง 10 ปี ที่มีราคากลาง 4,021 ล้านบาท และ ขสมก.อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ยกเลิกการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีที่เหลือ 2,694 คัน และเปลี่ยนเป็นให้ ขสมก.กู้เงินมาจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีเพียง 489 คัน รถเมล์ไฟฟ้า 200 คัน และซ่อมรถเมล์เก่า 672 คัน ภายใต้วงเงินกู้ 4,293 ล้านบาท

พลันที่ สุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล เข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ได้ไม่ถึง 3 เดือน สุระชัยเริ่มภารกิจแรกด้วยการประมูลจัดหารถเมล์เอ็นวีจี 489 คัน พ่วงค่าซ่อมบำรุง 10 ปี ที่มีราคากลาง 4,021 ล้านบาท และ ขสมก.อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ยกเลิกการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีที่เหลือ 2,694 คัน และเปลี่ยนเป็นให้ ขสมก.กู้เงินมาจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีเพียง 489 คัน รถเมล์ไฟฟ้า 200 คัน และซ่อมรถเมล์เก่า 672 คัน ภายใต้วงเงินกู้ 4,293 ล้านบาท

"หลักการซื้อรถเมล์ไฟฟ้า 200 คัน จะใช้หลักการเดียวกับรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน คือ ขสมก.กู้เงินมาจัดซื้อตัวรถ ส่วนค่าซ่อมพ่วงสัญญาจัดซื้อระยะ 10 ปี ขสมก.จะจัดสรรมาจากงบประจำปี ผลก็คือในระยะ 10 ปีจากนี้ ขสมก.จะมีรถใหม่มาใช้งานเกือบ 700 คัน และมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมที่แน่นอนไม่เกิน 3,700 ล้านบาท ในช่วง 10 ปี หรือปีละ 370 ล้านบาท แต่ ขสมก.จะมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะรถใหม่ที่ได้มาสามารถวิ่งให้บริการในเที่ยววิ่งที่ถี่ขึ้น เพราะรถใหม่ไม่เสียกลางทาง สะอาด แอร์เย็น ส่วนรถเมล์ที่จะซ่อม 672 คัน หรือตกคันละ 9 แสนบาท จะลดปัญหารถ ขสมก.จอดเสีย ลดค่าใช้จ่ายเหมาซ่อมและลดค่าน้ำมัน เป็นเงิน 2,500 ล้านบาท ในช่วง 10 ปี ขณะที่รถเก่าที่เหลืออีก 1,500 คัน ถามว่าซื้อรถใหม่ทั้งหมดดีไหม ก็ตอบว่าดี แต่ต้องใช้ตังค์เยอะ ซึ่งเราต้องพยายามคิดว่าอะไรที่ปรับปรุงให้ใช้ได้ไปก่อน โดยไม่ใช้เงินมากนัก นี่เป็นการคิดในมุมบริหาร ในสถานการณ์ที่ ขสมก.ไม่สามารถเพิ่มค่าตั๋วได้" สุระชัย ฉายภาพส่วนหนึ่งของแผนลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพ ขสมก.กับ "โพสต์ทูเดย์"

แต่ทว่ายังมีงานใหญ่ๆ ที่รอให้สุระชัยมาบริหารจัดการอีกมาก โดยเฉพาะแผนการลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินรถ และลดค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของ ขสมก.

"เรากำลังจะใช้เทคโนโลยีแทนคน เช่น ระบบจีพีเอส ระบบตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ (e-ticket)  และการนำระบบตั๋วร่วมกับระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ มาใช้ ซึ่งเราจะลดจำนวนคนเก็บตั๋วโดยสาร หรือกระเป๋ารถเมล์ลง เมื่อถามว่าเราจะลดกระเป๋าอย่างไร เรามีหลายวิธี คือ กระเป๋าที่จะเกษียณอายุใน 2-3 ปีข้างหน้า เราจะไม่รับเพิ่ม และส่วนหนึ่งเราจะฝึกพนักงานเก็บสตางค์ (กระเป๋า) เป็นพนักงานขับรถ เพราะรถใหม่เข้ามาเราต้องการคนขับ ทุกวันนี้คนขับหายาก และสุดท้ายก็คือทำเออร์ลี รีไทร์ ซึ่งจะลดจำนวนกระเป๋ารถเมล์ที่มีอยู่ 3,000 คนได้ ภายใน 3 ปี หรือภายในปี 2561 แต่คนขับรถเมล์ 6,000 คัน ต้องเก็บไว้ เพราะรถเมล์ 3,000 คัน ต้องวิ่ง 2 กะ รวมทั้งลดพนักงานที่อยู่ในสำนักงานใหญ่และเขตการเดินรถ นายตรวจตั๋ว ร่วม 1,000 คน"

สุระชัย ระบุว่า "ภายใน 3 ปี ขสมก.จะลดไซส์องค์การจากที่มีคนกว่า 1.3 หมื่นคน เหลือ 9,000 คน หรือลดลง 4,000 คน จากแผนที่ให้ลด 2,000 คน ซึ่งก็ไม่ได้ผิดแปลก เพราะการบินไทยก็ทำ และตามแผนฟื้นฟู ขสมก.จะลดจำนวนพนักงานต่อรถเมล์ 1 คัน ใกล้เคียงกับมาตรฐานโลกมากที่สุด คือ 2.4 คน/รถ 1 คัน และหากทำตามแผนที่วางไว้จะลดสัดส่วนพนักงานต่อรถเมล์ 1 คัน เป็น 3 ต่อ 1 จากปัจจุบันที่สัดส่วนอยู่ที่ 4 ต่อ 1 เพราะโละกระเป๋าทั้งหมด เงินสดไม่ต้อง ใช้แต่อี-ทิคเก็ต ซึ่งตรงนี้จะลดค่าใช้จ่าย ขสมก.ลงได้ 1,000 บาท/ปี"

อย่างไรก็ตาม สุระชัย ระบุว่า สิ่งที่เป็นต้นทุนที่สร้างภาระให้ ขสมก.มากที่สุด คือ หนี้สะสมที่สูงกว่า 9.2 หมื่นล้านบาท เพราะรายจ่ายของ ขสมก.แต่ละปีที่มีจำนวน 1.2 หมื่นล้านบาท พบว่า 80% จะกระจุกใน 3 เรื่อง คือ 1.ค่าซ่อมและน้ำมันเชื้อเพลิง 2.ค่าใช้จ่ายบุคลากร และ 3.ดอกเบี้ยเงินกู้ โดยแต่ละปี ขสมก.มีภาระดอกเบี้ยเงินกู้ 3,000 ล้านบาท/ปี

"เงินกู้ ขสมก.ที่สูงกว่า 9 หมื่นล้านบาท รัฐบาลอาจจะต้องช่วยเหลือ เพราะในแผนฟื้นฟูฯ รัฐบาลบอกว่าจะช่วยยกออก เพื่อทำให้การบริการจัดการองค์กรคล่องตัวมากขึ้น แม้ว่าการวัดผลงานของผู้บริหารจะวัดจาก EBIDA (กำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย) ซึ่งปัจจุบันยังติดลบอยู่ที่ 1,000 ล้านบาท"

สุระชัย บอกว่า สิ่งที่จะสร้างรายได้ให้ ขสมก.และบรรจุอยู่ในแผนฟื้นฟูแล้ว แต่ยังไม่ได้ทำเสียที คือ การนำทรัพย์สินที่มีอยู่ไปทำประโยชน์ ซึ่งตนตั้งเป้าจะนำทรัพย์สินดังกล่าวมาสร้างรายได้ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายในกลางปี 2560

"เรามีอู่รถเมล์ที่ศักยภาพ 2 อู่ คือ บางเขนและมีนบุรี ซึ่งในอดีตอาจทำเป็นที่จอดรถเมล์ แต่วันนี้ไม่ใช่ เพราะมีเสารถไฟฟ้ามาตอกอยู่ข้างหน้าแล้ว ซึ่งเราศึกษาเพิ่มเติมอีกนิดหน่อยว่าจะทำอะไร เพราะที่ผ่านมาบอกว่าจะทำๆ แต่ยังไม่ทำ แต่วันนี้ผมเอาขึ้นมาและบอร์ดมีมติให้ดำเนินการศึกษาแล้วว่าจะไปทำอะไรที่จะทำให้เรามีรายรับกลับมา โดยเรามีคอนเซ็ปต์ คือ จะร่วมกับเอกชนพัฒนาที่ดินอู่บางเขน 10 กว่าไร่ และอู่รถเมล์ที่มีนบุรี พื้นที่ 10 กว่าไร่ เป็นพื้นที่เชิงพาณิชยกรรม หรือจะเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ก็ได้ โดยผมตั้งเป้าว่า 12 เดือนหลังจากนี้ หรือกลางปี 2560 จะต้องได้ผู้ประกอบการมาดำเนินการ"

นอกจากนี้ ขสมก.ยังมีแผนทยอยยกเลิกการเช่าอู่รถเมล์ในที่ดินของเอกชน และเปลี่ยนมาเช่าพื้นที่ส่วนราชการแทน เพราะค่าเช่าถูกกว่ากันมาก

สุระชัย ยังบอกว่า ในเร็วๆ นี้จะมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ คือ ขสมก.จะทำหน้าที่ในฐานะโอเปอเรเตอร์อย่างเดียว ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเรกูเลเตอร์ในการจัดสรรเส้นทางรถเมล์และรถร่วมบริการ ขสมก.แล้ว เพราะหน้าที่ในการจัดสรรเส้นทางจะไปอยู่ที่กรมการขนส่งทางบกตามมติ ครม. ขณะที่รายได้จากค่าให้สัมปทานเส้นทางรถร่วมฯ แต่ละปีก็ไม่ถึง 10 ล้านบาท จึงไม่กระทบกับ ขสมก.แต่อย่างใด

"บนโต๊ะเราแทบไม่ได้อะไรเลย เพราะมีกำไรจากค่าธรรมเนียมไม่ถึง 10 ล้านบาท แต่เราต้องมีค่าใช้จ่ายในกองรถร่วมฯ พอสมควร เพราะมีคนเป็นร้อย ส่วนที่ไม่อยู่บนโต๊ะ อันนี้ผมไม่ทราบ และไม่เคยรู้เรื่องด้วย แต่ถ้าถามส่วนตัวผมอยากให้กรมการขนส่งทางบกเอาเส้นทางไปจัดสรรให้ เพราะไม่ได้กำไร และถ้ารถร่วมฯ ยกไปหมดเลย เราก็ลดคนได้เป็นร้อย" สุระชัย กล่าว

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ