posttoday
SCCเปิดแผนบริหารเงิน ธุรกิจโตมั่นคงไร้การเพิ่มทุน

SCCเปิดแผนบริหารเงิน ธุรกิจโตมั่นคงไร้การเพิ่มทุน

23 พฤษภาคม 2559

โดย...ประลองยุทธ ผงงอย / ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

โดย...ประลองยุทธ ผงงอย / ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) เป็นกิจการขนาดใหญ่รายหนึ่งของประเทศ และมีนโยบายชัดเจนในการขยายการลงทุนออกไปต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน จึงต้องการใช้เงินลงทุนจำนวนมากเพื่อให้บริษัทเป็นผู้นำอุตสาหกรรม

“เชาวลิต เอกบุตร” ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่การเงินและการลงทุน SCC ให้สัมภาษณ์ถึงแผนการบริหารเงินของกลุ่มให้สอดคล้องกับการลงทุนในแต่ละปีโดยบริษัทไม่เคยเพิ่มทุนมาเป็นระยะเวลานาน ตั้งแต่
เชาวลิตเริ่มเข้าทำงานในปี 2525 ถึงปัจจุบัน บริษัทเติบโตจากความสามารถในการจัดหาเงินทุน เพราะการเพิ่มทุนส่งผลกระทบกับผู้ถือหุ้น

บริษัทมีตัวชี้วัดวินัยทางการเงินภายในกลุ่ม ซึ่งให้ความสำคัญดูแลเพื่อบริหารควบคุมการเติบโตแบบมั่นคงโดยไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มทุน คือ ปริมาณหนี้สินสุทธิต่อกำไรก่อนภาษี ค่าเสื่อม และดอกเบี้ยจ่าย (Net debt to EBITDA) กำหนดเป้าหมายภายในจะไม่ให้เกิน 2.5 เท่า ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงกับบริษัทขนาดใหญ่ส่วนมากที่ใช้กัน  หากปล่อยให้ปริมาณหนี้สินสุทธิต่อกำไรก่อนภาษี ค่าเสื่อม และดอกเบี้ยจ่ายขึ้นไปมากกว่าระดับดังกล่าวจะกระทบต่ออันดับเครดิต (เรตติ้ง) จะทำให้ต้นทุนเงินกู้จากสถาบันการเงินแพงขึ้น

ขณะเดียวกันบริษัทยังใช้แหล่งเงินทุนจากการกู้ยืมสถาบันการเงินที่ต่ำมากด้วย  แหล่งเงินทุนหลักจะมาจากการออกหุ้นกู้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 90% ของพอร์ตหนี้รวม การกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์จะใช้เฉพาะเงินกู้ระยะสั้นเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจเท่านั้น ส่วนอัตราหนี้สินต่อทุน (ดีอี) สิ้นไตรมาส 1/2559 ลดลงเหลือ 1.8 เท่า จากสิ้นปี 2558 ที่ 2 เท่า

 เมื่อสิ้นไตรมาส 1/2559 บริษัทมีเงินสดภายในมือประมาณ 4.40 หมื่นล้านบาท  สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เล็กน้อย ส่วนหนึ่งเตรียมพร้อมไว้เพื่อความคล่องตัวรองรับโอกาส กรณีต้องการควบรวมหรือเข้าซื้อกิจการ  ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเพิ่มโอกาสการเติบโตจากธุรกิจภายในปกติ

“เราต้องเตรียมเงินไว้ เพราะบางครั้งการเจรจากับผู้ขายที่เป็นเถ้าแก่ มักถามว่าหากตกลงขายแล้ว บริษัทจะสามารถจ่ายเงินซื้อได้ทันที หรือต้องทำเรื่องขอกู้เงินจากธนาคาร หากมีการกู้เงินอาจใช้เวลา 3 เดือนนานเกินไป ทำให้ผู้ขายเปลี่ยนใจไม่ต้องการขายให้เราแล้ว”

วิธีการบริหารเงินสดว่าบริษัทจะแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก กรณีไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินในระยะสั้น จะวางเงินให้ธนาคารพาณิชย์บริหารสร้างผลตอบแทนสามารถให้ผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกับพันธบัตรรัฐบาล แต่ผลตอบแทนรวมเฉลี่ยของบริษัทจะทำได้สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล 

เงินอีกส่วนหนึ่งบริษัทจะบริหารเองลงทุนเอง  อาทิ ตราสารหนี้ หุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตที่ดีความเสี่ยงต่ำ เพราะต้องการเงินสดหรือสินทรัพย์สภาพคล่องที่สูง ไม่ได้ต้องการนำเงินสดไปลงทุนเป็นหลัก ดังนั้นจึงเลือกวางเงินที่สามารถเรียกเงินสดกลับมาได้คล่องตัวหากมีความจำเป็นต้องลงทุน

แหล่งเงินทุนหลักของบริษัทนั้น เป็นหุ้นกู้สกุลบาทซึ่งเสนอขายในประเทศทั้งหมด ส่วนใหญ่การออกอย่างต่อเนื่องทดแทนหุ้นกู้ชุดเดิมที่ครบกำหนด ซึ่งจะให้สิทธิกับผู้ถือหุ้นกู้เดิมซื้อก่อน รวมถึงหุ้นกู้ล่าสุดที่เสนอขายในเดือน เม.ย. 2559 วงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท โดยส่วนผู้ถือหุ้นกู้เดิมจะใช้สิทธิซื้อหุ้นกู้ใหม่ต่ออีก85-90% บริษัทมีวงเงินในการออกหุ้นกู้ไว้จำนวน 2.5 แสนล้านบาท  ถึงปัจจุบันใช้ออกหุ้นกู้ไปแล้วประมาณ 1.66 แสนล้านบาท

ส่วนอัตราดอกเบี้ยที่บริษัทให้กับผู้ถือหุ้นกู้นั้น จะเทียบเคียงกับตลาดทั้งดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลรวมถึงหุ้นกู้ที่ใกล้เคียงกับบริษัทที่มีเรตติ้งใกล้เคียงกับบริษัท

ทางด้านแผนการทำธุรกิจภายในปกติของบริษัทจะทำไว้เป็นแผนระยะ 5 ปี แต่ไม่ได้มีการเปิดเผยให้ข้อมูลเป้าหมายตัวเลขการเติบโตของรายได้กับสาธารณะ แต่เชื่อว่าธุรกิจมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องโดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียนที่บริษัทมีธุรกิจอยู่ เพราะส่วนหนึ่งการเติบโตของบริษัทจะมีปัจจัยการควบรวมหรือซื้อกิจการ  เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งปัจจัยที่ช่วยเสริมสำคัญของการเติบโตเพิ่มขึ้นจากธุรกิจปกติ แต่เป็นประเด็นที่คาดการณ์ยากว่าจะทำสำเร็จกับธุรกรรมไหนหรือเกิดขึ้นในช่วงใด

ทั้งนี้ บริษัทมีหน่วยธุรกิจ ซื้อกิจการทีมงานเฉพาะที่ดูแล ในสายธุรกิจต่างๆ เฉพาะธุรกิจด้วย เพราะต้องมีการศึกษาหาโอกาสของธุรกรรมลงทุนตลอดเวลาและมีจำนวนมากให้เข้ามาศึกษาคัดกรอง

การซื้อกิจการ มีข้อดีกว่าการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะประเทศใหม่ที่บริษัทยังไม่เคยเข้าไปทำธุรกิจ เพราะสามารถเข้าไปศึกษาปัจจัยแวดล้อมที่กระทบธุรกิจได้ทันทีและช่วยลดขั้นตอนต่างๆ ในการยื่นขออนุญาตในการทำธุรกิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเวลาค่อนข้างนาน รวมถึงการซื้อกิจการบริษัทจะได้ทั้งโรงงาน บุคลากร ลูกค้า และตลาดมาทันที เปรียบเทียบกับการลงทุนใหม่ที่ต้องใช้เวลาในการหาตลาดและลูกค้าใหม่

อีกทั้งการลงทุนรูปแบบการซื้อกิจการ ปกติจะสามารถลงทุนได้ด้วยต้นทุนที่ถูกกว่าการลงทุนใหม่ เพราะส่วนหนึ่งเป็นธุรกิจที่กำลังประสบปัญหา แต่ไม่จำเป็นเสมอไปหากธุรกิจที่จะเข้าซื้อเติบโตดีผู้ขายมีโอกาสขายได้ในราคาที่ดี บริษัทยังมองหาโอกาสการลงทุนทั้งในที่มีโอกาสทำต่อเนื่อง และต่างประเทศเน้นในอาเซียนมีโอกาสเกิดขึ้นมากกว่าเพราะในประเทศบริษัทมีฐานธุรกิจที่ถือว่าค่อนข้างมาก

ยกตัวอย่างในเวียดนามช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีนักลงทุนต่างประเทศทั้งจากสิงคโปร์ มาเลเซีย ไต้หวันเข้าไปลงทุนจำนวนมาก และหลายธุรกิจโดยเฉพาะกลุ่มบรรจุภัณฑ์ ปัจจุบันมีรุ่นลูกมารับช่วงบริหารธุรกิจต่อ แต่ไม่ต้องการทำธุรกิจเองต่อ เพราะมีธุรกิจอื่นที่ต้องการทำอยู่แล้ว ลักษณะนี้จะเป็นโอกาสที่บริษัทจะเข้าไปทำธุรกรรมรูปแบบนี้ได้จำนวนมากเปรียบเทียบในประเทศไทยที่มีจำนวนน้อยกว่า

ขณะที่อนาคตตลาดอาเซียนมีโอกาสทางธุรกิจที่ยังเติบโตได้มาก ปัจจุบันตลาดอาเซียนมีสัดส่วนต่อรายได้รวมของกลุ่มประมาณ 20% เท่านั้น จึงมีโอกาสที่จะเติบโตได้มากด้วยจำนวนประชากรรวมที่มีมากถึง 600 ล้านคน  ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) จะเติบโตระดับ 5% ต่อปี เปรียบกับสัดส่วนต่อรายรวมในประเทศที่มีราว 60% มาจากฐานจำนวนประชากรของไทยที่มีราว 60 ล้านบาท

ดังนั้น การเติบโตในต่างประเทศของบริษัทควรใกล้เคียงหรือมากกว่าการเติบโตจีดีพีของอาเซียน บวกกับบริษัทยังมีความได้เปรียบ เพราะได้ออกไปลงทุนวางฐานธุรกิจไว้จำนวนมากและมีความพร้อมที่เติบโตต่อไป ส่งผลให้อนาคตมีโอกาสที่สัดส่วนรายได้จะเติบโตจากฐานธุรกิจต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

“เชาวลิต” เล่าถึงวิธีการพิจาณาเลือกธุรกรรมซื้อกิจการ ว่ามีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณาร่วมกัน อาทิ ประเภทธุรกิจ ความเสี่ยงของประเทศที่จะไปลงทุน ส่วนในเชิงการเงินต้องสามารถทำอัตราผลตอบแทน คือ กำไรก่อนภาษี ค่าเสื่อมและดอกเบี้ยจ่ายจากการลงทุน (EBITDA on investment) ควรได้เฉลี่ยประมาณ 15% ทั้งนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาบริษัทได้เข้าซื้อกิจการแล้วประมาณ 60 บริษัท

ในแต่ละปีบริษัทจะเดินทางไปออกไปนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) ให้กับนักลงทุนต่างชาติเป็นประจำเฉลี่ยประมาณ 10 ครั้ง/ปี มีตารางเวลาใกล้เคียงกันในทุกปีๆ แบ่งเป็นในสหรัฐจำนวน 1 ครั้ง ยุโรปจำนวน 2 ครั้ง ส่วนหลักคือเอเชีย  ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย ส่วนวิธีการเลือกไปโรดโชว์จะให้ความสำคัญกับในประเทศที่มีผู้ถือหุ้นของบริษัทเพื่อไปให้ข้อมูลที่สนใจหรือซักถามในประเด็นที่สงสัย

สำหรับนักลงทุนต่างประเทศที่ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นบริษัทจะให้ความสำคัญรองลงมา แต่มีอีกกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศที่เคยถือหุ้นบริษัทและขายออกไป แต่มีความสนใจกลับมาลงทุนในหุ้นของบริษัท ซึ่งจะมีการโรดโชว์ด้วยรักษาความสัมพันธ์ หากเป็นนักลงทุนที่ไม่เคยถือหุ้นแต่มีความสนใจก็พร้อมจะโรดโชว์เช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนในอังกฤษหรือยุโรปจะเป็นนักลงทุนถือระยะยาว ซื้อครั้งเดียวแล้วถือไว้ 5 ปีขึ้นไปจึงขายออก  เพราะต้องใช้เวลาพิจารณาการลงทุนที่นานก่อนตัดสินใจ ส่วนกลุ่มเฮดจ์ฟันด์จะไม่ค่อยสนใจลงทุนเพราะราคาเคลื่อนไหวไม่หวือหวา

ตั้งแต่ต้นปี 2559 ถึงปัจจุบันได้โรดโชว์แล้วในกลุ่มประเทศยุโรป ได้แก่  ลอนดอน สกอตแลนด์ รวมถึงบางประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย ฮ่องกง สิงคโปร์ ส่วนใหญ่จะถามหรือต้องการข้อมูลใน 2-3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.ภาพใหญ่ของประเทศที่บริษัททำธุรกิจอยู่ ว่ามีเรื่องใดเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ นำไปเปรียบเทียบกับแหล่งข้อมูลที่ตัวเองมี

2.มีการให้ข้อมูลใหม่ๆ การทำธุรกิจของบริษัทว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากการโรดโชว์ครั้งก่อน ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนมืออาชีพที่จะมีการบันทึกข้อมูลของการโรดโชว์ครั้งก่อนไว้เพื่อติดตามความต่อเนื่องของข้อมูลการทำธุรกิจของบริษัท 3.ภาพอุตสาหกรรมที่บริษัททำธุรกิจรวมถึงสอบถามในประเด็นที่กังวลว่าผลกระทบจากราคาพลังงานหรือน้ำมันมีผลกระทบอย่างไร อีกทั้งเปรียบเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรม

การโรดโชว์ของบริษัทเป็นการออกไปให้ข้อมูลจริงที่บริษัทรวบรวม กลั่นกรอง และวิเคราะห์ออกมา

ข้อมูลหลักที่นำเสนอในโรดโชว์รอบนี้ บริษัทมีประเด็นอุตสาหกรรมในสายปิโตรเคมีปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 60% ของกำไรทั้งกลุ่ม  ซึ่งบริษัทมองว่ายังเป็นช่วงขาขึ้นต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาไปอีกประมาณ 2-3 ปี เพราะความต้องการใช้ยังเติบโตได้ดี ส่วนจีนยังบริโภคอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการบริโภคในชีวิตประจำวัน ขณะที่กำลังการผลิตใหม่ไม่ได้เพิ่มขึ้น

อีกข้อมูลที่พูดคุยกันมากในการโรดโชว์ คือ ภาพอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างในอาเซียน บริษัทให้ภาพว่าอาเซียนยังเป็นพื้นที่เดียวไม่กี่แห่งของโลกที่ยังดูดีอยู่ จีดีพีเติบโตประมาณ 5% รวมถึงการใช้ปูนซีเมนต์ ทั้งในกัมพูชา เมียนมา เวียดนามยังเติบโตดี

ไทยมีประเด็นที่ให้ความสนใจมาก คือ นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจมีความคืบหน้าอย่างไรในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ตามแผนหรือไม่  บริษัทให้ข้อมูลว่าปี 2559 จะเริ่มเห็นโครงการลงทุนภาครัฐทยอยออกมาคึกคักมากขึ้นหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เริ่มอนุมัติไปหลายโครงการ ทำให้  2-3 ปีข้างหน้าความต้องการใช้ปูนซีเมนต์จะเติบโตดีต่อเนื่อง  โดยบริษัทมีโรงผลิตปูนซีเมนต์พร้อมรองรับความต้องการที่กำลังเติบโต  ทั้งในกัมพูชา อินโดนีเซีย ส่วนในปี 2559 จะมีการลงทุนเพิ่มเติมในเมียนมาและปี 2560 จากลาวโดยคืบหน้าตามแผนที่วางไว้ทั้งหมด

ด้านธุรกิจบรรจุภัณฑ์ยังสดใสตามการเติบโตของเศรษฐกิจภูมิภาค รวมถึงมีเวียดนามที่กำลังขยับตัวเองเพื่อเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก

“กำไรไตรมาสแรกปีนี้จะออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์ แต่นักลงทุนต่างประเทศส่วนใหญ่ต้องการลงทุนระยะยาวจึงไม่สนใจข้อมูลระยะสั้นรายไตรมาสที่ขึ้นหรือลง จึงต้องการทราบมุมมองบริษัทและสภาพแวดล้อมเพื่อนำไปวิเคราะห์ ว่าจะถือหุ้นบริษัทหรือจะเข้าซื้อหรือไม่” เชาวลิต กล่าว

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก