
'พีดีเฮ้าส์' รีแบรนด์เล็งบุกพม่า
โดย...วราพงษ์ ป่านแก้ว
โดย...วราพงษ์ ป่านแก้ว
ธุรกิจรับสร้างบ้านก็คงเหมือนธุรกิจอื่นๆ ที่ยังต้องผจญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปด้วยความยากลำบาก ทุกบริษัทพยายามปรับตัวเพื่อความอยู่รอด โดยโหมกิจกรรมการตลาด เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจ เพราะเชื่อว่าความต้องการที่จะสร้างบ้านยังมีอยู่ เพียงแต่เกิดความไม่เชื่อมั่นจึงชะลอการตัดสินใจเอาไว้ เป็นเหตุให้ต้องจัดแคมเปญแรงเพื่อกระตุ้นตลาด การแข่งขันหั่นราคาจึงทวีความรุนแรงขึ้นเป็นลำดับทั้งในไตรมาสแรกและไตรมาส 2
สิทธิพร สุวรรณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีดี เฮ้าส์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวเพิ่มเติมว่า ในไตรมาส 2 ผู้ประกอบการก็ยังมีความเป็นกังวลในเรื่องเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว ภาพรวมตลาดรับสร้างบ้านคงจะไม่หวือหวาไปกว่าไตรมาสแรก เพราะมีวันหยุดยาวและเป็นช่วงเปิดเทอม ซึ่งอาจจะทำให้ตลาดแย่กว่าไตรมาสแรกด้วยซ้ำ ขณะที่ผู้ประกอบการก็ยังแข่งขันกันรุนแรงในเรื่องของการลดราคา ซึ่งปัจจุบันลดกันอยู่ที่ 10-15% โดยเฉลี่ย บางรายลดกันถึง 30% ทำให้ผู้ประกอบการที่ไม่เคยเล่นก็ต้องลงมาเล่นเรื่องราคา
อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจจะยังชะลอตัว แต่ก็เริ่มเห็นสัญญาณที่ส่งผลดีต่อธุรกิจทั้งในเรื่องความชัดเจนของการเมือง ขณะที่ยอดขายของบริษัทเริ่มเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ยอดขายภาคใต้เริ่มฟื้นตัวอย่างชัดเจน หลังจากชะลอตัวอย่างหนักมา 2 ปี จากราคายางตกต่ำ จนปัจจุบันยอดขายกลับมาอยู่ในอันดับ 2 รองจากภาคอีสาน
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ชะลอการเปิดสาขาใหม่เอาไว้เพราะกังวลในเรื่องปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่เมื่อเริ่มมองเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของกำลังซื้อ บริษัทจะเริ่มขยายสาขาใหม่ในปีนี้อีก 2-3 สาขา เช่น ภาคใต้ที่ จ.กระบี่ และสุราษฎร์ธานี ภาคเหนือที่ จ.เพชรบูรณ์ ภาคอีสานที่ จ.นครพนม เป็นต้น
พีดี เฮ้าส์ ขยายตลาดมายังภูมิภาคมาแล้ว 7 ปี ปัจจุบันมีสาขาอยู่ 41 สาขา เป็นสาขาที่ดำเนินการเอง 5 สาขา ร่วมทุน 11 สาขา ที่เหลือขยายในรูปแบบแฟรนไชส์ ขณะเดียวกันบริษัทรับสร้างบ้านใน กทม.หลายรายก็เริ่มเบนเป้าหมายมาเจาะตลาดภูมิภาคด้วยเช่นกัน ทำให้ประเมินกันว่าในอนาคตการแข่งขันของธุรกิจรับสร้างบ้านจะขยายวงจาก กทม.และปริมณฑลมาสู่จังหวัดในภูมิภาค โดยเฉพาะจังหวัดใหญ่หัวเมืองอย่างเลี่ยงไม่ได้
สิทธิพร มองในประเด็นนี้ว่า การที่บริษัทรับสร้างบ้านจะขยายมาสู่ตลาดภูมิภาคมากขึ้น จะช่วยทำให้ตลาดรับสร้างบ้านแข็งแรงขึ้น จากก่อนหน้าที่ยังไม่มีบริษัทรับสร้างบ้าน ผู้บริโภคจะใช้ผู้รับเหมาเป็นหลัก เมื่อบริษัทเริ่มเข้ามาทำตลาด และสร้างมาตรฐานของธุรกิจรับสร้างบ้าน สร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภค ทำให้ในปัจจุบันผู้บริโภคจะเลือกบริษัทรับสร้างบ้านก่อนผู้รับเหมา หากบริษัทไม่มีแบบที่ต้องการ ผู้บริโภคจึงค่อยไปเลือกผู้รับเหมา ดังนั้นถ้าเริ่มมีบริษัทรับสร้างบ้านรายอื่นเข้ามาในตลาดก็จะทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้น มูลค่าตลาดในภูมิภาคจะสูงขึ้นไปด้วย
นอกจากการขยับขยายสาขาในต่างจังหวัดอีกครั้ง ขณะเดียวกันบริษัทจะรีแบรนด์องค์กรใหม่อีกครั้ง เพื่อปรับภาพลักษณ์ให้ดูทันสมัยและสะท้อนภาพลักษณ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องความมีมิติ ความโปร่งใส่ ความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการรุกตลาดในอาเซียนซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผน 5 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2559-2563 ที่จะต้องขยายการลงทุนในอาเซียน 2-3 ประเทศ เช่น ที่กัมพูชา เมียนมา และ สปป.ลาว
สิทธิพร กล่าวว่า ทั้ง 3 ประเทศ บริษัทได้เข้าไปศึกษาตลาดมาแล้ว แต่ประเทศที่มีศักยภาพและความเป็นได้ที่จะเข้าไปลงทุนก่อนจะเป็นเมียนมา ลำดับต่อไปน่าจะเป็นกัมพูชา ซึ่งการลงทุนจะมี 2 รูปแบบ คือ ไม่เข้าไปร่วมทุนกับนักลงทุนท้องถิ่น ก็ไปในรูปแบบแฟรนไชส์ เหมือนการขยายสาขาในภูมิภาค อย่างไรก็ตามการขยายลงทุนไปในอาเซียนคงต้องรอความพร้อมอีกระยะซึ่งคงไม่ใช่ 1-2 ปีนี้
ขณะที่ พิศาล ธรรมวิเศษ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีดี เฮ้าส์ คอร์ปอเรชั่น หรือศูนย์รับสร้างบ้านพีดี เฮ้าส์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในไตรมาส 2 ผู้ประกอบธุรกิจรับสร้างบ้านยังคงมีการแข่งขันด้านราคากันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ที่มีผู้ประกอบการอยู่เกือบ 100 ราย ขณะที่ตลาดในต่างจังหวัดการแข่งขันยังไม่รุนแรงเท่า ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ความน่าเชื่อถือมากกว่าการแข่งขันด้านราคา
กลยุทธ์หลักๆ ที่ พีดี เฮ้าส์ จะนำมาใช้นั้น จะเน้นเจาะไปในพื้นที่ที่การแข่งขันไม่รุนแรง และการมุ่งขยายตลาดคนรุ่นใหม่ พิศาล ขยายความว่า นอกจากโปรโมชั่นที่ยังคงจัดต่อเนื่องแล้ว บริษัทจะเน้นการทำตลาดท้องถิ่น หรือ Local Store Marketing ในทุกพื้นที่มีสาขาพีดี เฮ้าส์ตั้งอยู่ เช่น การสร้างการรับรู้ผ่านโฆษณากลางแจ้ง หนังสือพิมพ์-วิทยุท้องถิ่น การออกบูธตามห้างสรรพสินค้าและโมเดิร์นเทรดในพื้นที่ เป็นต้น ขณะเดียวกันจะทำควบคู่ไปกับการตลาดออนไลน์ ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ด้วย รวมทั้งการออกแบบบ้านใหม่เพิ่มอีก 8 แบบ
สำหรับผลการดำเนินการของบริษัทในไตรมาสแรกมียอดขายประมาณ 400 ล้านบาท ถือว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ส่วนหนึ่งมาจากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งจะมีความต่อเนื่องมาถึงไตรมาส 2 ที่ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 300 ล้านบาท คาดว่าน่าจะได้ตามเป้าและทำให้ยอดขายครึ่งปีแรกอยู่ที่ 700 ล้านบาท จากเป้าหมายทั้งปี 1,400 ล้านบาท
หากสามารถเดินได้ตามแผน เป้าหมายที่ตั้งไว้ก็คงไม่ไกลเกินเอื้อม







