
จูงใจผู้ค้าขึ้นทะเบียน ย้ำเชื่อมั่นผู้บริโภค
ภาครัฐต้องเร่งผลักดันให้ผู้ค้าออนไลน์เข้ามาจดทะเบียน เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการส่งเสริมผู้ประกอบการและป้องกันปัญหาการหลอกลวง
โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล
แม้ตลาดธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-คอมเมิร์ซ ในประเทศไทยจะมีมูลค่าสูงถึง 2.1 ล้านล้านบาท จากการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ แต่กลับพบว่ามีผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคล บุคคลธรรมดา ค้าขายผ่านเว็บไซต์ และการค้าขายผ่านเฟซบุ๊ก ไอจี ทวิตเตอร์ มาจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (DBD Registered) ไม่ถึง 10% จากจำนวนผู้ประกอบการที่ค้าขายผ่านช่องทางออนไลน์ 5 แสนกว่าราย
ข้อมูลล่าสุดของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า ในเดือน เม.ย. 2559 มีนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาเข้ามาจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ 277 ราย และสามารถออกเครื่องหมายรับรองการจดทะเบียน 292 ร้านค้าออนไลน์ ส่งผลให้ตั้งแต่ปี 2546 จนถึง เม.ย. 2559 มียอดการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ 1.58 ราย และออกเครื่องหมายรับรอง 1.77 หมื่นร้านค้าออนไลน์เท่านั้น
จากจำนวนผู้ประกอบการที่เข้ามาจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เพียงน้อยนิด ในขณะที่นโยบายรัฐบาลกำลังเดินหน้าไปสู่ประเทศไทย 4.0 หรือการสร้างให้ประเทศเป็นอุตสาหกรรมใช้เทคโนโลยีมากขึ้น รวมไปถึงนโยบายการผลักดันผู้ประกอบการใหม่ (สตาร์ทอัพ) ที่จะใช้ช่องทางอี-คอมเมิร์ซ เป็นเครื่องมือในการค้าขายให้คล่องตัว ทำให้ภาครัฐต้องเร่งผลักดันให้ผู้ค้าออนไลน์เข้ามาจดทะเบียน เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการส่งเสริมผู้ประกอบการและแสดงตัวตนของเว็บไซต์ที่ใช้ค้าขายกัน ป้องกันปัญหาการหลอกลวงที่อาจเกิดขึ้นจากการขายสินค้าผ่านออนไลน์
ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า การที่ผู้ประกอบการไม่ยอมมาจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ปัจจัยใหญ่ๆ ส่วนหนึ่งเกิดจากความที่ผู้ค้าออนไลน์ไม่ทราบว่าจะต้องเข้ามาจดทะเบียน กับอีกส่วนกลัวว่าเมื่อมาจดทะเบียนแล้วจะถูกเรียกเก็บภาษีจากรัฐบาล
สำหรับแนวทางผลักดันให้มีผู้มาจดทะเบียนเพิ่มมากขึ้น กรมจะดำเนินการใน 2 ส่วน คือ สร้างความรับรู้และสร้างแรงจูงใจให้ผู้ค้าขายออนไลน์เข้ามาจดทะเบียนมากขึ้น โดยที่ผ่านมาได้มีการหารือกับสมาคมการค้าและตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Marketplace) ซึ่งเป็นคนกลางในการประกาศซื้อขายสินค้าออนไลน์ เช่น pantipmarket.com, kaidee.com, prakard.com, pramool.com, thaisecond
hand.com, weloveshopping ประมาณ 13 ตลาดมาขอความร่วมมือให้ช่วยผลักดันสมาชิกที่ค้าขายออนไลน์มาจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กับกรม
“ทางตลาดกลางออนไลน์ได้ตอบรับว่าจะช่วยผลักดันให้ผู้ค้าออนไลน์ที่เป็นสมาชิกตลาดกลางออนไลน์จะต้องจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ โดยตั้งเป้าให้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 60% ของสมาชิกรวมแต่ละตลาดกลางออนไลน์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดผู้เข้ามาจดทะเบียนให้มากขึ้น”
ขณะเดียวกัน กรมยังได้รับความร่วมมือจากสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทยที่จะช่วยผลักดันให้มียอดการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มมากขึ้น ซึ่งได้ออกเกณฑ์บังคับว่าหากผู้ค้าออนไลน์รายใดจะเป็นสมาชิกสมาคมฯ จะต้องจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กับกรมก่อน โดยผู้ค้าออนไลน์ที่เข้ามาเป็นสมาชิกสมาคมฯ ก็จะได้รับการส่งเสริมกิจกรรมต่างๆ กับภาครัฐในการผลักดันและขยายตลาดอี-คอมเมิร์ซให้กับผู้ประกอบการ
นอกจากนี้ กรมจะสร้างความสำคัญกับเครื่องหมายรับรอง DBD Registered โดยจะสื่อสารทำความเข้าใจกับผู้บริโภคให้รับทราบว่าเครื่องหมาย DBD Registered จะช่วยแสดงตัวตนว่าร้านค้าออนไลน์ทำธุรกิจจริง ไม่หลอกลวงผู้บริโภค เป็นการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ค้าออนไลน์มาจดทะเบียนกับกรม
“ผู้ค้าออนไลน์ที่เข้ามาจดทะเบียนเพื่อแสดงตัวตน นอกจากจะได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐแล้วในด้านต่างๆ ทั้งการได้ร่วมเข้ากิจกรรมต่างๆ เวลาไปกู้เงินกับสถาบันการเงินก็จะเข้าถึแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น เพราะเป็นการทำธุรกิจที่มีหลักฐานชัดเจน อีกทั้งผู้บริโภคยังเชื่อมั่นในการซื้อสินค้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดการซื้อสินค้าไปในตัวด้วย” ผ่องพรรณ ระบุ
รัตนา เธียรวิศิษฎ์สกุล รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า ในปีนี้กรมได้ตั้งเป้าที่จะเพิ่มยอดการเข้ามาจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ให้ได้ 6 หมื่นราย จากปัจจุบันที่มีจำนวน 1.58หมื่นราย ซึ่งถือเป็นอัตราที่ก้าวกระโดด แต่มองว่าแนวโน้มธุรกิจอี-คอมเมิร์ซกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว และจากการส่งเสริมของกรมที่ได้รับความร่วมมือจากสมาคมการค้าและตลาดค้าออนไลน์ เชื่อว่ายอดการจดทะเบียนจะใกล้เคียงกับเป้าหมายที่กำหนดไว้
“ปีนี้ตั้งเป้าหมายไว้ 6 หมื่นราย แต่ในอีก 3 ปีข้างหน้า กรมจะเร่งส่งเสริมและผลักดันให้ร้านค้าออนไลน์มาจดทะเบียนให้ได้สัดส่วนถึง 80% ของร้านค้าออนไลน์ในภาพรวม หรือประมาณ 4 แสนราย ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย แต่จะพยายามดำเนินการให้ไปถึงจุดนั้น” รัตนา ระบุ
ส่วนยอดร้องเรียนการหลอกลวงขายสินค้าผ่านเว็บเซ็ตและร้านค้าออนไลน์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พบว่ามีประมาณ 200 ราย ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ พบว่ายอดร้องเรียนมีจำนวนลดลง ซึ่งกรมได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ในการตั้งศูนย์กลางรับเรื่องร้องเรียนกรณีการซื้อขายผ่านร้านค้าออนไลน์ และร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เข้าตรวจสอบกรณีที่มีการขายสินค้าปลอมแปลง หรือหลวกลวงการขายสินค้า เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป







