
‘ฝึกหายใจ’
ปีนี้ผมมีเป้าหมายไปวิ่งฟูลมาราธอน 42 กม.ที่เชียงใหม่ในช่วงเดือน ธ.ค. นี่จะเป็นการวิ่งระยะฟูลมาราธอนครั้งแรกของผม ถึงแม้จะวิ่งออกกำลังกายมาเป็นเวลากว่า 15 ปี ผมยังไม่เคยกล้าวิ่งระยะฟูลมาราธอนมาก่อน เคยไปไกลสุดก็เหตุการณ์ Super Ultra Half Marathon กว่า 27 กม. เมื่อปลายปีที่แล้ว
ปีนี้ผมมีเป้าหมายไปวิ่งฟูลมาราธอน 42 กม.ที่เชียงใหม่ในช่วงเดือน ธ.ค. นี่จะเป็นการวิ่งระยะฟูลมาราธอนครั้งแรกของผม ถึงแม้จะวิ่งออกกำลังกายมาเป็นเวลากว่า 15 ปี ผมยังไม่เคยกล้าวิ่งระยะฟูลมาราธอนมาก่อน เคยไปไกลสุดก็เหตุการณ์ Super Ultra Half Marathon กว่า 27 กม. เมื่อปลายปีที่แล้ว
ที่ไม่เคยกล้าลงระยะฟูลมาราธอนก็เพราะว่าผมไม่เคยซ้อมถึงเลย วิ่งระยะฮาล์ฟ 21 กม.นี่จบแบบสะบักสะบอม ไม่รู้สึกชิล ไม่รู้สึกฟิน ด้วยความที่อยากจะจบฟูลครั้งแรกแบบไม่เจ็บ เป็นความประทับใจส่วนตัว จึงตั้งใจเตรียมตัวให้ดีให้พร้อม ขอคำแนะนำจากเพื่อนที่เคยผ่านระยะนี้มาแล้ว
สิ่งที่เพื่อนแนะนำผมในช่วงนี้คือ ให้วิ่งให้ช้าลง ฝึกหายใจให้ลึก คุมอัตราการเต้นของหัวใจ (HR) ให้ต่ำเข้าไว้
ในช่วงนี้ผมจึงฝึกวิ่งแบบช้าๆ เร็วกว่าเดินนิดนึง แต่ไปเรื่อยๆ คอยคุม HR ไม่ให้เกิน ต้องยอมรับว่าหลายๆ ครั้งรู้สึกอึดอัดมาก ที่ต้องมาวิ่งแบบเหยาะมากๆ คนที่วิ่งด้วยกันในสวนก็แซงผมไปทีละคน คนแล้วคนเล่า แต่ก็อดทนทำไปเพราะว่าเป็นทางเดียวที่จะทำให้ร่างกายชินกับการวิ่งนานๆ แล้วไม่เหนื่อย เมื่อไม่เหนื่อยก็สามารถไปได้เรื่อยๆ
การฝึกของผมช่วงนี้จึงเป็นการกลับมาสู่พื้นฐาน ฝึกการหายใจให้เป็น ให้ร่างกายสามารถสูดออกซิเจนได้เต็มปอด หัวใจทำงานน้อยลง จะได้ไม่เหนื่อยเร็ว เมื่อร่างกายปรับตัว จึงจะสามารถวิ่งได้ไกลขึ้น เร็วขึ้น เป็นการฝึกที่น่าเบื่อ ไม่เซ็กซี่ ไม่ตื่นเต้นเลย แต่จำเป็นต้องทำ เป็นการยอมถอยหลังเพื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างแท้จริง
การบริหารธุรกิจก็ไม่ต่างจากการฝึกวิ่งมาราธอนสักเท่าไร เราทุกคนล้วนต้องการไปให้ถึงเป้าหมายที่แสนยาวไกล และต่างต้องการไปให้ถึงแบบไม่สะบักสะบอม แต่ระยะทางอันแสนยาวไกลนั้นอะไรจะเป็นเครื่องมือที่นำพาเราไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไปได้
คนส่วนใหญ่มักมองหาเครื่องมือแฟนซี เทคโนโลยีใหม่ๆ โดยมีความเชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นจะนำพาธุรกิจของตนไปสู่ยุคใหม่ได้ แต่กลับละเลยสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่เป็นรากฐาน และจำเป็นต่อการเดินทางอันแสนยาวไกลนี้
ผมเคยไปคุยกับลูกค้าเป้าหมายบริษัทหนึ่งซึ่งทำธุรกิจค้าปลีก ผู้บริหารของบริษัทต้องการที่จะแปลงโฉมบริษัท ให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งเจ้าตลาดให้ได้ ซึ่งนับวันจะถูกทิ้งห่างไปทุกที จึงมีการริเริ่มว่าต้องปฏิวัติองค์กร นำเทคโนโลยีชั้นนำของโลกเพื่อมาช่วยในการทำงาน โดยเชื่อว่าเทคโนโลยีชั้นยอดนั้นจะเป็นหัวหอกนำพาบริษัทไปสู่ยุคใหม่ที่ไฉไลกว่าเดิม
เมื่อผมกวาดสายตาสำรวจสภาพสถานที่ทำงานและหน้าร้านของบริษัท สิ่งที่เห็นคือ ร้านค้าที่ให้เช่าไม่เต็ม มีห้องว่างเหลือเยอะมาก พื้นที่ไม่ได้รับการดูแล สภาพโทรมมากๆ ยิ่งไปกว่านั้น ลูกค้าที่เข้ามาเดินก็น้อย บรรยากาศหงอยเหงาสิ้นดี
เมื่อนำภาพสองภาพมาเปรียบเทียบกัน จึงเห็นความแตกต่างและไม่สอดคล้องกันอย่างชัดเจน ในด้านหนึ่งบริษัทลงทุนในเทคโนโลยีอันแสนแพง ผู้บริหารพูดคุยแต่เรื่องทฤษฎีการจัดการที่อ่านมาจากตำราชั้นสูง แต่อีกด้าน หน้าร้านซึ่งเป็นหน้าตาของบริษัท และยิ่งกว่านั้นเป็นสิ่งที่แสดงให้พนักงานทุกคนเห็นทุกวัน กลับทรุดโทรม ไม่มีชีวิตชีวา ลูกค้าไม่เข้าร้าน
มันช่างไม่ต่างจากผมที่ต้องการวิ่งฟูลมาราธอน แต่ร่างกายฟิตไม่ถึง แต่ริจะไปซื้ออุปกรณ์การวิ่งไฮเทคราคาแสนแพงทั้งหลาย โดยหวังว่าจะทำให้ผมวิ่งได้ดีขึ้น
กลับไปฝึกหายใจก่อนครับ ถึงจะไปต่อได้ไกลตามที่ต้องการ







