
แก้กฎหมาย บตท. ปลดล็อกการระดมทุน
คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 10 พ.ค. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย พ.ศ. 2540 พ.ศ. ... โดยหลักการสำคัญคือ ขยายขอบเขตการประกอบธุรกิจของบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือ บตท. สามารถดำเนินธุรกรรมเพื่อสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับที่อยู่อาศัยของประเทศผ่านทางธุรกรรมที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจและการเงินที่เปลี่ยนแปลงไป
คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 10 พ.ค. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย พ.ศ. 2540 พ.ศ. ... โดยหลักการสำคัญคือ ขยายขอบเขตการประกอบธุรกิจของบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือ บตท. สามารถดำเนินธุรกรรมเพื่อสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับที่อยู่อาศัยของประเทศผ่านทางธุรกรรมที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจและการเงินที่เปลี่ยนแปลงไป
กฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวจะช่วยให้ บตท.มีความคล่องตัวบริหารสามารถระดมทุนรูปแบบต่างๆ โดยนำสินทรัพย์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น การออกตราสารหนี้ค้ำประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ (โคฟเวอร์บอนด์) เพิ่มทางเลือกการลงทุนในตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้กับนักลงทุน
ทั้งนี้ จะมีการแก้ไขให้ บตท.สามารถรับโอนสินทรัพย์จากผู้ประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงิน โดยวิธีรับจำนองอสังหาริมทรัพย์จากเดิมที่รับโอนสินเชื่อของสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น รวมทั้งสามารถก่อตั้งทรัสต์ หรือเป็นทรัสตีตามกฎหมายว่าด้วยทรัสต์ เพื่อธุรกรรมในตลาดทุนและสามารถดำเนินการการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ โดยกลไกของทรัสต์ รวมถึงเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน หรือกิจการรับบริหารจัดการธุรกรรมทางการเงินที่อยู่ภายใต้วัตถุประสงค์ของ บตท.
นอกจากนี้ มีการแก้ไขโครงสร้างของคณะกรรมการ บตท. โดยตัดกรรมการผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออก เนื่องจาก ธปท.เป็นผู้กำกับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (แบงก์รัฐ) ขณะเดียวกันได้ขยายขอบเขตอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ บตท.ให้สามารถกำหนดหลักเกณฑ์ คุณสมบัติ และมาตรฐานสัญญา เพื่อรองรับการโอนสินทรัพย์จากบุคคลอื่นได้ รวมทั้งแก้ไขหลักเกณฑ์การค้ำประกันเงินกู้ของ บตท. เพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และเพิ่มบทบัญญัติให้เป็นสถาบันการเงินภาครัฐตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ
กฤษฎา กล่าวว่า การแก้ไขกฎหมายของ บตท.เป็นเพียงการเพิ่มความคล่องตัวการบริหารงานเท่านั้น ยังไม่รวมโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นเงิน หรือสินเชื่อบ้านสำหรับผู้สูงอายุที่มีบ้านเป็นของตัวเอง (รีเวอร์ส มอร์เกจ) เนื่องจากคณะกรรมการสภาสถาบันการเงินของรัฐ (แบงก์รัฐ) กำลังพิจารณาอยู่ว่า แบงก์รัฐจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ และสถาบันการเงินใดมีความพร้อม ทั้งธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เป็นต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชนได้มากขึ้น โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปได้ภายในปีนี้
“รีเวอร์ส มอร์เกจ ถือเป็นโครงการที่ดีที่ช่วยให้ผู้สูงอายุที่มีบ้านเป็นของตัวเอง อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป แต่ไม่มีกระแสเงินสดเพียงพอไว้ใช้ยามเกษียณอายุและไม่ต้องการขายบ้าน สามารถนำบ้านไปจำนองกับสถาบันการเงินได้ ถือเป็นโครงการที่จะช่วยรองรับสังคมผู้สูงอายุที่จะมีเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งเหมือนผลิตภัณฑ์ของสถาบันการเงิน หากธนาคารพาณิชย์ หรือบริษัทประกันเข้ามาดำเนินการก็จะช่วยให้ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น”
สำหรับการขยายขอบเขตการดำเนินธุรกิจของ บตท.ตามร่างแก้ไขกฎหมาย ประกอบด้วย เพิ่มเติมการรับโอนสินทรัพย์จากผู้ประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินโดยวิธีรับจำนองอสังหาริมทรัพย์ การก่อตั้งทรัสต์ หรือเป็นทรัสตี การเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน การจัดตั้งหรือถือหุ้นในบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนจำกัด หรือเข้าร่วมกิจการกับบุคคลอื่น เพื่อประโยชน์แก่กิจการของ บตท. การส่งเสริมและพัฒนาตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย







