
เร่งแก้ปัญหาเงินทุนหมุนเวียน หนีวิกฤตการคลัง
การบริหารเงินทุนหมุนเวียน เป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากมีเงินสภาพคล่องจำนวนมากที่กองอยู่ตามกองทุนต่างๆ โดยไม่ได้ใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่
การบริหารเงินทุนหมุนเวียน เป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากมีเงินสภาพคล่องจำนวนมากที่กองอยู่ตามกองทุนต่างๆ โดยไม่ได้ใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่
ปัจจุบันประเทศมีเงินทุนหมุนเวียน 117 กองทุน มีสินทรัพย์รวมกันกว่า 3.1 ล้านล้านบาท มีหนี้สิน 9.67 แสนล้านบาท และมีสภาพคล่อง 4.5 แสนล้านบาท ที่ผ่านมาการบริหารเงินทุนหมุนเวียนอยู่ภายใต้ระเบียบที่ออกโดยกรมบัญชีกลาง แต่ปัจจุบัน การบริหารเงินทุนหมุนเวียนอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.การบริหารทุนหมุนเวียน พ.ศ. 2558
ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวกำหนดให้มีการตั้งคณะกรรมการบริหารเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งมี รมว.คลัง เป็นประธาน ซึ่งที่ผ่านมา อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เป็นประธานประชุมคณะกรรมการบริหารเงินทุนหมุนเวียน 2 ครั้ง สาระสำคัญ ได้แก่ กำหนดกรอบการบริหารเงินทุนหมุนเวียนทั้งหมดของประเทศ ทั้งเงินทุนหมุนเวียนที่เกิดขึ้นใหม่ และเงินทุนหมุนเวียนที่มีอยู่เดิม
คณะกรรมการบริหารเงินทุนหมุนเวียน ยังเห็นชอบดำเนินการร่างกฎหมายลำดับรองตามพรบ. การบริหารทุนหมุนเวียน พ.ศ. 2558 เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบจำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ 1.ร่างประกาศคณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียน เรื่องรายชื่อหน่วยงานอื่นของรัฐ 2.ร่างพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์ในการกำหนดจำนวนเงินสะสมสูงสุดและการนำทุนหรือผลกำไรส่วนเกินของทุนหมุนเวียนส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน พ.ศ. .... และ 3.ร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง หลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขการขอจัดตั้งทุนหมุนเวียน
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้จัดตั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นใหม่เพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และบรรเทาผลกระทบจากการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับผู้มีรายได้น้อยและผู้ด้อยโอกาส ทดแทนกองทุนเดิม เพื่อให้กองทุนมาอยู่ภายใต้กำกับของ พ.ร.บ. ใหม่ ทำให้การบริหารกองทุนมีความชัดเจน สามารถนำเงินส่งเข้าคลังได้
ขณะที่มีกฎหมายใหม่ดูแลภาพรวมของเงินทุนทั้งหมดแล้ว รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการลงไปดูแลการดำเนินของเงินทุนหมุนเวียนเป็นการเฉพาะด้วย หากเงินทุนหมุนเวียนใดไม่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ก็จะดำเนินการยุบกองทุน เพื่อลดภาระการดำเนินการของส่วนราชการ
ในส่วนของเงินทุนหมุนเวียนขนาดใหญ่ รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับความเข้มแข็งของการดำเนินงานในระยะยาวให้มีประสิทธิภาพ และมีการดำเนินงานที่มั่นคง
ล่าสุด กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ติดตามสถานะทางการเงินของเงินทุนนอกงบประมาณ 3 แห่ง ได้แก่ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กองทุนประกันสังคม และกองทุนเงินกู้ให้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เนื่องจากเป็นกองทุนที่มีขนาดใหญ่ หากประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินอาจส่งผลให้เกิดความเสี่ยงและภาระทางการคลังให้แก่รัฐบาล เพราะเป็นภาระผูกพันตามกฎหมาย รัฐจึงต้องแก้ไขอย่างจริงจังเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นในอนาคต
สำหรับแนวทางลดความเสี่ยงทางการคลังนั้น รัฐบาลจะต้องมีมาตรการควบคุมรายจ่าย และเพิ่มรายได้ของกองทุนที่เป็นสวัสดิการสังคม เช่น กองทุนประกันสังคม โดยควรพิจารณาเพิ่มอายุการเกษียณ เพื่อขยายเวลาการเรียกเก็บเงินสมทบกองทุน รวมถึงการยกเลิกเพดานเงินเดือนของการจ่ายเงินสมทบเพื่อเพิ่มรายได้ของกองทุน
สำหรับ กองทุน สปสช. ควรศึกษาแนวทางการเพิ่มรายได้ เช่น การร่วมจ่ายค่าบริการ เพื่อเป็นเครื่องมือปรับพฤติกรรมการใช้บริการสุขภาพของผู้ประกันตน ลดการใช้บริการที่ไม่จำเป็น
ส่วนกรณีของ กยศ. จะต้องพัฒนาการบริหารจัดการการให้กู้เงิน โดยคัดกรองผู้กู้ที่มีคุณภาพ เพื่อให้ผู้กู้เห็นคุณค่าของเงินและไม่สร้างปัญหาในการจ่ายคืนในอนาคต มีมาตรการในการจัดเก็บหนี้ที่เหมาะสมและเป็นธรรม คำนึงถึงการบริหารจัดการเงินทุนที่มีอยู่ให้สามารถจัดหาผลประโยชน์ได้มากที่สุด เพื่อให้กองทุนมีเงินทุนและสามารถดำเนินการตามวัตถุประสงค์ได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินอุดหนุนจากรัฐบาล
การดำเนินการแก้ไขดังกล่าวก็เพื่อปิดความเสี่ยงของทั้ง 3 กองทุน ที่อาจประสบปัญหาทางการเงินได้ในอนาคต ทั้งกองทุน สปสช. ที่มีรายได้ส่วนใหญ่มาจากการพึ่งพางบประมาณของรัฐบาล ซึ่งมีค่าใช้จ่ายของกองทุนที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนผู้สูงอายุและความต้องการที่จะรักษาพยาบาลเพิ่มมากขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ขณะที่ กองทุนประกันสังคม จะได้รับผลกระทบจากโครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเช่นกัน เพราะรายจ่ายส่วนใหญมากจากหนี้สินประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพและค่าประโยชน์ทดแทน
แต่รายได้ส่วนใหญ่มาจากงบสมทบจากนายจ้าง
ผู้ประกันตนและรัฐบาล หากรายได้ทยอยปรับลดลงไปตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของประชากรและกำลังแรงงาน ส่งผลให้ระยะยาวเป็นภาระให้รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
สำหรับ กองทุน กยศ. แม้จะได้รับการจัดสรรจากรัฐบาลลดลง แต่วัตถุประสงค์ที่ต้องการสนับสนุนให้เยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้มีโอกาสได้รับการศึกษาจนถึงระดับปริญญาตรี ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษา แต่ปัจจุบันกระบวนการเรียกเก็บหนี้จากผู้กู้ยืมไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ดังนั้นการบริหารเงินทุนหมุนเวียน รัฐบาลจึงต้องเร่งลงไปดูแลแก้ไขปัญหารายกองทุนเป็นการเร่งด่วน โดยเฉพาะกองทุนขนาดใหญ่ดังกล่าว เพราะเป็นเรื่องที่หลายรัฐบาลรู้ว่ามีปัญหา แต่ไม่มีการแก้ไขกันอย่างจริงจัง ทำให้ปัญหายิ่งวันยิ่งแก้ยากและอาจไม่ทันการณ์จนกลายเป็นปัญหาการเงินการคลังของประเทศครั้งใหญ่รอบใหม่







