
ไทย-จีนเสียงแตกรถไฟความเร็วสูง
โครงการสายไหมชะงัก ไทยย้ำจีนไร้สิทธิพัฒนาที่ดินเชิงพาณิชย์รอบโครงการรถไฟเร็วสูง
โครงการสายไหมชะงัก ไทยย้ำจีนไร้สิทธิพัฒนาที่ดินเชิงพาณิชย์รอบโครงการรถไฟเร็วสูง
บลูมเบิร์ก เปิดเผยว่า โครงการเส้นทางสายไหมยุคใหม่ตามยุทธศาสตร์ วัน เบลท์ วัน โรด ของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน อาจต้องหยุดชะงักลงชั่วคราว หลังรัฐบาลจีนและไทยไม่สามารถหาข้อตกลงเรื่องตัวเลขการลงทุนที่เหมาะสมได้
ทั้งนี้ ทางการจีนต้องการสิทธิในการพัฒนาที่ดินเชิงพาณิชย์บริเวณรอบสถานีรถไฟและที่ดินสองข้างทางเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเส้นทางระหว่างกรุงเทพฯ และหนองคาย
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า จีนไม่มีสิทธิการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์พร้อมแสดงความกังวลว่า การลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงของจีนในไทยอาจซารอยโครงการรถไฟความเร็วสูงในลาว ที่จีนได้สิทธิในการพัฒนาที่ดินเชิงพาณิชย์บริเวณโดยรอบโครงการ และเรียกร้องหลักประกันในการลงทุน
อย่างไรก็ดี นายอาคม ย้ำว่าช่องทางในการกู้ยืมเงินจากจีนยังคงเปิดกว้าง เช่น การกู้ยืมเงินผ่านธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (เอไอไอบี) และไทยอาจต้องใช้เวลาหลายสิบปีในการชาระเงินกู้
ด้าน ริชาร์ด เจอร์รัม หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของแบงก์ ออฟ สิงคโปร์ ระบุว่า จีนประสบความยากลำบากในการพัฒนาโครงการเส้นทางสายไหมใหม่ในหลายประเทศ เช่น ไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความบกพร่องในโครงการดังกล่าวและยังไม่แน่ชัดว่า โครงการเส้นทางสายไหมใหม่เป็นเครื่องมือนโยบายต่างประเทศหรือไม่ แต่การลงทุนใดๆ ควรมีการให้ความช่วยเหลือด้วย ซึ่งการพัฒนาเชิงพาณิชย์ไม่จำเป็นต้องได้รับการลงทุนจากประเทศอื่น
"เห็นได้ชัดว่ามีความจำเป็นสำหรับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั่วเอเชีย แต่ยังขาดแหล่งเงินทุนสำหรับโครงการลงทุนต่างๆ" เจอร์รัม ระบุ
ขณะที่ สำนักข่าวซินหัวของจีน เปิดเผยว่า สีจิ้นผิงระบุระหว่างการประชุมคณะกรรมาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ เมื่อวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา ว่าโครงการวัน เบลท์ วัน โรด ไม่เพียงจะก่อให้เกิดประโยชน์ระยะยาวกับจีนเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อประเทศอื่นด้วย และหวังว่า ประเทศนั้นๆ จะตระหนักถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับ
นอกจากนี้ ผู้นำจีนยังเรียกร้องให้ภาคเอกชนจีนให้ความสำคัญกับชื่อเสียง การปฏิบัติตามกฎหมาย และความรับผิดชอบ เช่นเดียวกับการให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ที่จะได้จากการลงทุนในต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม โครงการเส้นทางสายไหมใหม่ของจีนยังมีเป้าหมายหลักเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนทั่วเอเชีย โดยเฉพาะระหว่างจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเชื่อมต่อทวีปเอเชียเข้ากับยุโรปและแอฟริกา ซึ่งโครงการดังกล่าวเน้นการลงทุนในเส้นทางคมนาคม อาทิ ถนน ทางรถไฟ สนามบิน ครอบคลุมประชากรกว่า 4,400 ล้านคน จากกว่า 60 ประเทศ หรือคิดเป็น 63% ของประชากรโลก
ภาพประกอบข่าว







