
TUขายหุ้นกู้ดอลล์สหรัฐครั้งแรก
TU ประเดิมขายหุ้นกู้ต่างประเทศ 2,625 ล้านบาท อายุ 10 ปี จ่ายดอกเบี้ย 3.66% นักลงทุนตอบรับดีเกินคาด
TU ประเดิมขายหุ้นกู้ต่างประเทศ 2,625 ล้านบาท อายุ 10 ปี จ่ายดอกเบี้ย 3.66% นักลงทุนตอบรับดีเกินคาด
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) ผู้ผลิตและแปรรูปทูน่ากระป๋องรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นเจ้าของแบรนด์อาหารทะเลชั้นนำทั่วโลก เปิดเผยว่า บริษัทประสบความสำเร็จในการออกและเสนอขายหุ้นกู้สกุลเงินเหรียญสหรัฐแบบไม่มีหลักประกัน ไม่ด้อยสิทธิ วงเงิน 75 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2,625 ล้านบาท อายุ 10 ปี กำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.66% ต่อปี คิดเป็นส่วนต่างราว 1.85% จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี โดยกลุ่มบริษัท ไทยยูเนี่ยน ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในประเทศจากบริษัท ทริส เรทติ้ง ในระดับ AA-
"ความสำเร็จในการออกหุ้นกู้สกุลเงินเหรียญสหรัฐครั้งแรกของ TU เป็นผลมาจากการที่นักลงทุนมีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งต่อผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและการเติบโตของบริษัทที่ผ่านมา การออกหุ้นกู้สกุลเหรียญสหรัฐจึงเป็นก้าวสำคัญของบริษัทในตลาดตราสารหนี้ต่างประเทศ หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการออกหุ้นกู้สกุลเงินบาทมาแล้วหลายครั้ง ครั้งนี้ถือเป็นการระดมทุนครั้งแรก ภายหลังจากบริษัทได้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งศูนย์บริหารเงินอีกด้วย เราไม่หยุดนิ่งที่จะมองหาโอกาสการเติบโตใหม่ๆ และริเริ่มธุรกิจใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้ฐานะทางการเงินของกลุ่มบริษัท ไทยยูเนี่ยน ทั้งในประเทศและต่างประเทศมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น" นายธีรพงศ์ กล่าว
นายประกอบ เพียรเจริญ ผู้อำนวยการบริหาร สายงานธุรกิจตราสารหนี้ กลุ่มธุรกิจบริหารเงินและตลาดทุน ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย กล่าวว่า การออกหุ้นกู้สกุลเงินเหรียญสหรัฐของ TU ในครั้งนี้จะเป็นการปูทางไปสู่การออกตลาดตราสารหนี้ต่างประเทศของ TU และจะเป็นทางเลือกในการระดมทุนที่ทำให้มีต้นทุนทางการเงินต่ำลง และช่วยให้การบริหารสินทรัพย์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่บริษัทมีกระแสเงินสดอยู่ในรูปเงินตราต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังทำให้ผู้ลงทุนในประเทศไทยมีทางเลือกในการลงทุนเพิ่มมากขึ้น และที่สำคัญยังเป็นการยกระดับการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ของประเทศไทยอีกด้วย
อย่างไรก็ดี สำหรับการออกหุ้นกู้ครั้งนี้เป็นไปตามกฎระเบียบว่าด้วยพันธบัตรสกุลเงินต่างประเทศที่กำหนดไว้โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินทุนที่ได้ไปใช้สำหรับการดำเนินกิจการทั่วไปของบริษัท และสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์บริหารเงินในประเทศไทย
ทั้งนี้ มีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทยที่ขายหุ้นกู้ต่างประเทศ เช่น บริษัท ปตท. (PTT) ออกหุ้นกู้อายุ 10 ปี วงเงิน 500 ล้านเหรียญสหรัฐ จ่ายดอกเบี้ย 3.375% ต่อปี และขายหุ้นกู้ 30 ปีวงเงิน 600 ล้านเหรียญสหรัฐ จ่ายดอกเบี้ย 4.5% เมื่อปี 2555
ปัจจุบันจะเห็นว่าธุรกิจกลุ่มเกษตรและอาหารเตรียมจะเสนอขายหุ้นกู้มากขึ้น ล่าสุด บริษัท ศรีตังแอโกรอินดัสทรี (STA) ให้ทริสจัดอันดับเครดิต เพื่อเสนอขายหุ้นกู้วงเงิน 1,500 ล้านบาท และบริษัท เบทาโกร จะขายหุ้นกู้ วงเงิน 3,000 ล้านบาท
นอกจากนั้น ธุรกิจพลังงานยังคงออกหุ้นกู้ต่อเนื่อง โดยบริษัท ทริส เรทติ้ง คงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของ บริษัท สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ (SGP) ที่ระดับ “BBB” ด้วยแนวโน้ม “คงที่” สะท้อนสถานะของบริษัทในการเป็นผู้ค้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในประเทศไทย มีส่วนแบ่งทางการตลาดรวมกันตามปริมาณการขายอยู่ที่ 23.6% ในปี 2558 รองจาก บริษัท ปตท. ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดที่ 37.6% นอกจากนั้นยังมีเครือข่ายกระจายสินค้าที่แข็งแกร่ง และฐานลูกค้าที่กระจายตัวกว้างขวาง
อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตถูกลดทอนบางส่วนจากการบริโภคก๊าซ LPG ในประเทศที่ลดลงและความเสี่ยงของธุรกิจที่สูงขึ้นจากการดำเนินกิจการในต่างประเทศซึ่งทำให้บริษัทเผชิญกับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาก๊าซ LPG มากขึ้น ในอนาคตทริส เรทติ้ง คาดว่าธุรกิจการค้าก๊าซ LPG ภายในประเทศ จะยังคงสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงซึ่งจะช่วยลดผลกระทบบางส่วนจากความเสี่ยงด้านราคาก๊าซ LPG ในธุรกิจการค้าในต่างประเทศลง







